วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556


ลูกเดือยผสมไข่ขาวและน้ำผึ้ง

1. ฟื้นฟูสุขภาพที่อ่อนล้า แก้อ่อนเพลีย
2. เป็นยาบำรุงไตชั้นดี
3. รักษาโรคปวดข้อ ปวดเข่า กระดูกเสื่อม และอื่นๆอีกมากมาย
4. เป็นยาอายุวัฒนะ

วิธีทำ

1. นำลูกเดือยไปแช่น้ำแล้วต้มในน้ำจนสุก
2. ต่อยไข่แยกไข่แดงออก ใส่เฉพาะไข่ขาวลงไป คนให้เข้ากัน
3. ใส่น้ำผึ้งลงไปเล็กน้อย
4. ยกลงจากเตา รับประทานได้


วันอังคารที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2556

มะนาว+โซดา ฆ่าเซลมะเร็งได้

มะนาว+โซดา ฆ่าเซลมะเร็ง



มะนาว+โซดา ฆ่าเซลมะเร็งได้
จะ + น้ำผึ้ง(แท้) ก็ยิ่งอร่อยได้อีก
เห็นว่าหลายๆคน หลายๆครอบครัวที่ ต้องเสียชีวิตเนื่องจากมะเร็งในแต่ละปีกันเยอะมาก และโอกาสที่จะรักษาหายก็ยาก พอดีจารย์มีโอกาสได้ เจอข้อมูลนี้มา ลองพิจารณาดูนะครับ หรือรู้แล้วจะบอกต่อเอาบุญเป็นธรรมทาน แสดงออกถึงความรักความห่วงใยและเป็นกำลังใจให้กับท่านที่เป็นมะเร็งทุกท่านด้วย ก็จะเป็นบุญเป็นกุศลเป็นความดีอีกทางหนึ่งได้ครับ ด้วยรักและห่วงใย : จารย์ตรัย

มะนาว+โซดา ?
มะนาว เลือกลูกเขียวๆ ใช้จำนวน 2ลูก + โซดา 1ขวด
สรรพคุณ สามารถ ฆ่าเซลมะเร็งได้ผลกว่าการ คลีโมฯ 10,000เท่า อ่านว่า หนึ่งหมื่นเท่า .....

วิธีกิน กินเช้า เย็น หรือ เช้า กลางวัน และ เย็น ก็ได้
การกินมะนาว+โซดา
ไม่มีผลเสียอะไรต่อร่างกายทั้งสิ้น การคลีโมฯ ยังมีผลทำให้่เซลดีๆของร่างกายต้องตายไปด้วย แต่การใช้ น้ำมะนาว+โซดา จะฆ่าเซลมะเร็งพวกนี้ได้ 100%
แล้วทำไมถึงไม่มีการเผยแพร่ ออกมา
ตอบแบบง่ายๆ ถ้าแพร่ออกมา อย่างเป็นทางการ บริษัทยาทั่วโลกก็เจ๊งชัยนี่คือความเลวทรามของ มนุษย์ที่เอาเปรียบมนุษย์ด้วยกัน วิธีนี้ถูกค้นพบนานแล้ว แต่ถูกปกปิดเอาไว้ ไม่ให้ผลรายงานนี้ออกมาสู่สาธารณะ

ทำไมต้องโซดา?
ใช้ผสมกับน้ำก็ได้ แต่จะได้ผลช้า แต่ถ้าใช้กับ โซดา มันจะเหมือนๆกับเครื่องยนต์ เวลาติดเทอร์โบ จะได้ผลเร็ว และรุนแรงกว่ามากวิธีรักษามะเร็ง แบบได้ผล
แถมต้นทุนประหยัดแบบสุดๆแบบนี้ ใครมีคนรู้จักเป็นมะเร็งอยู่
ให้เอาไปบอกบุญกันได้

มะนาวเป็นผลิตผลที่มหัศจรรย์มากที่สามารถฆ่าเซลมะเร็งได้มากกว่า 1 หมื่นเท่า มากกว่าเคโมเทอราฟี .. ทำไมเราไม่รู้เรื่องนี้เลย เพราะว่าปฏิบัติการห้องแล็บส่วนใหญ่นั้น ไม่ยอมพูดเรื่องนี้เลย และก้อจะทำให้สูญเสียผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไป เราท่านทั้งหลายสามารถช่วยเพื่อนท่านได้ ในการบอกให้เขาหรือเธอเหล่านั้น ว่าน้ำมะนาวนั้นมีประโยชน์ยิ่งในการป้องกัน โรคภัยไข้เจ็บ มีรสชาติที่ดี และไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการฉีดคีโมฯคนมากหลายอาจจะตาย ในขณะที่ความลับที่ป้องกันมะเร็งนี้ได้ถูกเก็บงำเอาไว้ เพื่อไม่ให้ต้องการทำลายผลประโยชน์ นับล้านๆ กับบริษัทยาใหญ่ ๆ ท่านทราบไหมว่าต้นมะนาวนี้ (มะนาวแป้น และ หรือมะนาวทุกชนิด) ท่านจะกินมะนาวเหล่านี้ในวิธีต่างๆก็ได้ เช่นกินเปลือก กินน้ำ หรือคั้น หรือเตรียมเป็นเครื่องดื่มใดๆแล้วแต่ที่เราชอบ และมันทำได้หลายอย่าง โดยเฉพาะถ้าดื่มน้ำมะนาวผสมกับโซดาจะทำให้ผลประโยชน์ของน้ำมะนาวดังกล่าวสูบฉีดเข้าร่างกายได้ดียิ่งขึ้น สิ่งที่น่าสนใจคือมันขจัดซีดหรือก้อนเนื้อร้าย .. ผลไม้ชนิดนี้ พิสูจน์แล้วว่าสามารถต่อต้านมะเร็งได้ อย่างดีเยี่ยม มีคนกล่าวไว้ว่ามันมีผลประโยชน์ สำหรับมะเร็งหลายชนิด อาจกล่าวได้เลยว่ามันสามารถป้องกันการอักเสบของเชื้อแบตทีเรีย และเชื้อราต่างๆ สามารถที่จะต่อต้านพาราไซส์ที่อยู่ข้างใน มันทำให้เลือดที่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไปเข้าสู่ภาวะปกติ มันทำให้คลายเครียด ต่อต้านโรคประสาท โรคฟุ้งซ่านได้ด้วย ข่าวสารเรื่องนี้หน้าสนใจมาก มันมาจากบริษัทยาใหญ่หลายบริษัทในโลก ซึ่งมากกว่า 20 บริษัทได้ทำการทดลองเรื่องนี้ ผลการทดลองเปิดเผยออกมาได้ว่า มะนาวนี้สามารถทำลายเนื้อร้ายที่รุนแรง (มะเร็ง)ได้ถึง 12 ชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน ส่วนผสมของไซทัสหรือมะนาว มีความสามารถในการทำลายมะเร็งได้มากกว่ายาที่ใช้การทำคีโม ทำให้การเจริญเติบโตของเซลมะเร็งนั้นหยุดอยู่กับที่ และนอกจากนี้มันยังเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมาก การรักษาด้วยมะนาวนี้ สามารถทำลายต่อต้านมะเร็งได้อย่างรุนแรง แต่ไม่มีผลข้างเคียง

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://unyamanee.it4social.net

วันจันทร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2556

น้ำผักชี ล้างไต

ผักชี



ไตมีหน้าที่กรองเกลือส่วนเกินในอาหาร รวมทั้งสารพิษที่มาในอาหารและอื่นๆ ปีแล้วปีเล่า ดังนั้นถึงเวลาในการทำความสะอาดอวัยวะที่เรียกว่า “ไต” กันเสียที ด้วยเรื่องง่ายๆไม่เกินร้อยบาทก็ทำได้แล้ว โดยการนำ “ผักชี” มาล้างทำความสะอาดและสับให้ละเอียด หลังจากน้ำนำไปต้มประมาณ 10 นาที และกรองเอาแต่น้ำแช่ตู้เย็น กินวันละ 1 แก้วใหญ่ หรือหากใครนำมาปั่น อาจจะปั้นสดๆดื่มทันทีตอนเช้าก็ได้ แค่นี้คุณจะรู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลง โดยการที่ไตคุณถูกล้าง สังเกตุได้จากปัสสวะที่ถูกถ่ายออกมา และความรู้สึกสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

วันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2556

มือถือ ...สื่อมะเร็ง..!!..

 


อิตาลี ชนะคดีฟ้องร้อง / อเมริกาเปิดช่อง ให้ผู้ใช้ฟ้องร้องบริษัทมือถือ
รัสเซีย ออสเตรีย แคนาดา ฝรั่งเศส เฉดหัวไล่ระบบ WiFi
ขณะที่เมืองไทย ...เร่งติดตั้งระบบ WiFi ในโรงเรียน ..!!..

... * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *

... ศาลสูงสุดอิตาลีพิพากษาคดีตัวอย่าง โดยตัดสินชี้ขาดว่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่างการใช้โทรศัพท์มือถือกับเนื้องอกในสมอง เป็นการปูทางสำหรับการดำเนินคดีทางกฏหมายในกรณีเดียวกันนี้อีกมากมาย

... ศาลสูงสุดในกรุงโรมตัดสินว่า โทรศัพท์ของอินโนเซนเต มาร์โคลินี นักธุรกิจแดนมะกะโรนี วัย 60 ปี เป็นสาเหตุให้เขาล้มป่วย หลังจากใช้มือถือทำงานติดต่อกันวันละเกือบ 6 ชั่วโมงทุกวันเป็นเวลา 12 ปี หนังสือพิมพ์เดอะซันรายงาน

... "นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับคนจำนวนมาก ผมต้องการให้ปัญหานี้เป็นปัญหาสาธารณะ เนื่องจากคนจำนวนมากยังไม่รู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าว" มาร์โคลินีกล่าว

... "ผมอยู่กับโทรศัพท์ ตามปกติก็โทรศัพท์มือถือ อย่างน้อย 5 หรือ 6 ชั่วโมงทุกๆ วันที่ทำงาน ผมต้องให้เป็นที่ยอมรับว่ามีความเชื่อมโยงระหว่างอาการป่วยของผมกับการใช้โทรศัพท์มือถือ และโทรศัพท์ไร้สาย" เขาเผย และว่า "พ่อแม่จำเป็นต้องรู้ว่าลูกๆ ของพวกเขามีความเสี่ยงต่อโรคนี้"

... ขณะที่ นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษอ้างว่า ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ความเชื่อมโยงดังกล่าว แต่แองเจโล จิโน เลวิส นักวิทยาเนื้องอก และศาสตราจารย์ด้านการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อม รวมถึง ดร.กิวเซปเป กรัสโซ ศัลยแพทย์ประสาท ต่างมีหลักฐานยืนยันสำหรับกรณีของมาร์โคลินี

... พวกเขาชี้ว่า รังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่ออกจากโทรศัพท์มือถือ และโทรศัพท์ไร้สายสามารถทำลายเซลล์ และก่อให้เกิดเนื้องอกได้มากกว่า โดยเนื้องอกของมาร์โคลินีนั้นพบที่เส้นประสาทเส้นที่ 3 ซึ่งอยู่ใกล้กับจุดที่โทรศัพท์สัมผัสกับศีรษะ

... แม้ว่าเนื้องอกของมาร์โคลินีจะไม่ใช่เซลล์มะเร็ง แต่ก็สามารถคร่าชีวิตเขาได้ หากเซลล์เนื้องอกลุกลามไปที่หลอดเลือดสมองคาโรทิด ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองของเขา ขณะที่ในปัจจุบัน ใบหน้าซีกซ้ายนักธุรกิจหนุ่มใหญ่รายนี้เป็นอัมพาต และต้องกินมอร์ฟีนแก้ปวดทุกวัน

... ศาสตราจารย์เลวิสกล่าวว่า คำตัดสินของศาลครั้งนี้เป็นเหมือนการยอมรับอย่างเป็นทางการว่า การใช้โทรศัพท์ส่วนเชื่อมโยงกับเนื้องอกในสมอง และจะเป็นการเปิดทางให้กับเหยื่ออีกมากมายดำเนินกระบวนการทางกฏหมายได้

.. ในปีที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกกระตุ้นให้ผู้คนหันมาจำกัดการใช้โทรศัพท์มือถือ โดยระบุว่าโทรศัพท์เหล่านั้นอาจเป็นสาเหตุของมะเร็งคลาสบีได้ ..!!..
ดูเพิ่มเติม

ไทรอยด์เป็นพิษ รักษาได้ด้วยธรรมชาติบำบัด

 
 
 
ในทางแพทย์แผนโบราณตำราจีนและไทย กล่าวว่าไทรอยด์เป็นพิษเกิดจากการกินที่ไม่สมดุล กินอาหารที่มีฤทธิ์ร้อนมากกว่าฤทธิ์เย็น หรือหยินหยางไม่สมดุล จึงทำให้ภายในร่างกายร้อนเกิน จนกระทั่งการทำงานของต่อมไทรอยด์...ผิดปรกติ

วิธีธรรมชาติบำบัดที่จะช่วยรักษาไทรอยด์ที่ผสมทั้งแผนจีนแผนไทยคือ “การแกว่งแขน” หรือการออกกำลังกายโดยการแกว่งแขนเป็นประจำวันละ 20 นาทีเป็นอย่างต่ำ

*ชีวอโรคยา จะนำรายละเอียดเรื่องการแกว่งแขนรักษาโรคมาเสนอในโอกาสต่อไป

และกินสมุนไพรที่จะช่วยรักษาได้คือ “น้ำใบย่านาง” ให้คั้นใบย่านางต้มกินแทนน้ำเปล่า ปัจจุบันมีหัวน้ำใบย่านางสกัดขายตามร้านขายของเพื่อสุขภาพทั่วไป นำไปผสมน้ำดื่มได้เลย รสชาติไม่แตกต่างจากน้ำเปล่าและยังมีกลิ่นหอมชื่นใจอีกด้วย

นอกจากนั้นให้ปรับนิสัยการกิน หันมากินอาหารฤทธิ์เย็นแทน เช่นงดเนื้อสัตว์ แต่ยังกินปลาได้เช่นปลานึ่งทาเกลือเพื่อเสริมไอโอดีน กินผักผลไม้ฤทธิ์เย็น เช่น แตงโม สัปปะรด แอปเปิลฯลฯ กินข้าวกับผักลวกปลานึ่ง โดยให้เน้นผักฤทธิ์เย็น (เสิร์จกูเกิลหาชื่อของผัก-ผลไม้ฤทธิ์เย็นได้เลย)

ผู้มีประสบการณ์ป่วยเป็นไทรอยด์ เล่าว่า ทำตามคำแนะนำนี้ ค่าไทรอยด์ลดลง 50% ภายใน 2 สัปดาห์ และหายเป็นปรกติภายใน 3-4 เดือน แต่ต้องกินน้ำย่านางไปตลอดเพื่อรักษาสมดุลในร่างกาย
*****************************************

บทความเรื่อง “ต่อมไทรอยด์ทำงานไม่ปกติ ภัยเงียบถึงขั้นหัวใจล้มเหลว”

อาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น หัวใจเต้นผิดจังหวะ หิวบ่อย ทานจุ น้ำหนักลดฮวบแม้ทานอาหารมากขึ้น ขี้ร้อน หงุดหงิดง่าย ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง คอมีขนาดโตขึ้น ตาโปน หากใครกำลังมีอาการดังกล่าวมาพึงระวัง เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายที่บ่งบอกให้รู้ว่า ตอนนี้ต่อมไทรอยด์ของเรากำลังทำงานผิดปกติ ซึ่งหากตรวจพบแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ แต่หากชะล่าใจปล่อยอาการทิ้งไว้ไม่รีบรักษา ก็อาจเสี่ยงถึงขั้นหัวใจล้มเหลว หรือบางรายอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว

นายแพทย์ณัฐนนท์ มณีเสถียร อายุรแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึม โรงพยาบาลกรุงเทพ ให้ข้อมูลเบื้องต้นว่า “ไทรอยด์” เป็นฮอร์โมนชนิดหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาจากต่อมไทรอยด์ ซึ่งเป็นต่อมที่มีลักษณะคล้ายผีเสื้ออยู่บริเวณด้านหน้าหลอดลม ใต้ลูกกระเดือก มีขนาดประมาณ 15-30 กรัม เคลื่อนที่ขึ้นลงตามการกลืน โดยฮอร์โมนไทรอยด์นั้นจะทำหน้าที่ออกฤทธิ์กระตุ้นการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย และมีผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย ทั้งสภาพอารมณ์ จิตใจ การทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ รวมทั้งการเจริญเติบโต สติปัญญา และพัฒนาการในเด็ก หากไทรอยด์ฮอร์โมนมีการทำงานมากเกินไป จะทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญพลังงานเร็วมากผิดปกติ ซึ่งส่งผลให้คนไข้มีอาการเหนื่อยง่าย ใจสั่น ชีพจรเต้นเร็ว หิวง่ายทานจุแต่น้ำหนักลดเร็ว โดยเราจะเรียกภาวะการทำงานผิดปกติชนิดนี้ว่า “โรคไทรอยด์เป็นพิษ”

สำหรับสาเหตุหลักของโรคนี้ก็เกิดจากร่างกายของคนเราสร้างภูมิคุ้มกันไปกระตุ้นต่อมไทรอยด์ให้ทำงานมากขึ้น หรือที่เรียกว่า โรค Grave’s Disease ส่วนสาเหตุอื่นๆ ก็อาจเกิดจากการอักเสบของต่อมไทรอยด์ หรือการได้รับฮอร์โมนไทรอยด์จากแหล่งอื่น เช่น รับประทานยา หรืออาหารที่มีฮอร์โมนไทรอยด์เป็นองค์ประกอบ หรือจากเนื้องอกไทรอยด์ชนิดเป็นพิษ (Toxic nodular goiter) เป็นต้น ในปัจจุบันพบว่าคนไทยร้อยละ 1-3 คน ป่วยเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ โดยพบในเพศหญิงมากกว่าชาย

สำหรับวิธีการรักษาโดยทั่วไปทำได้ 3 วิธี คือ การรับประทานยาเพื่อลดการสร้างฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งผู้ป่วยมักต้องทานยาต่อเนื่องประมาณ 24-36 เดือน วิธีนี้เหมาะกับผู้ป่วยอายุน้อย เป็นโรคมาไม่นาน ต่อมไทรอยด์มีขนาดโตไม่มาก หรือผู้ป่วยที่มีข้อห้ามในการผ่าตัด เช่น มีโรคประจำตัวหลายโรค การรับประทานน้ำแร่รังสีไอโอดีน เป็นวิธีที่เหมาะกับผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เป็นโรคมานาน ผู้ป่วยที่กลับมาเป็นซ้ำหลังรับประทานยาครบตามกำหนด ผู้ป่วยที่แพ้ยาต้านไทรอยด์แบบรุนแรง การผ่าตัด เหมาะกับผู้ป่วยที่ต่อมไทรอยด์มีขนาดโตมาก มีการกดเบียดอวัยวะข้างเคียงจากต่อมไทรอยด์ เช่น กลืนลำบาก หายใจลำบาก หรือผู้ป่วยที่สงสัยอาจมีมะเร็งต่อมไทรอยด์ร่วมด้วย รวมทั้งผู้ป่วยที่มีอาการทางตาจากภาวะไทรอยด์เป็นพิษขั้นรุนแรง (Severe Grave’s Ophthalmopathy)

สำหรับภาวะต่อมไทรอยด์อักเสบ จะมีอาการไทรอยด์เป็นพิษเพียงชั่วคราว จึงไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านฮอร์โมน การรักษาจะเป็นการรักษาตามอาการ ได้แก่ การรับประทานยาลดอาการใจสั่น กรณีที่มีใจสั่น มือสั่น หรือยาลดอาการปวดถ้ามีอาการปวดบริเวณต่อมไทรอยด์เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีภาวะการทำงานผิดปกติอีกชนิดหนึ่งของต่อมไทรอยด์ ที่พบว่ามีอาการตรงกันข้ามกับโรคไทรอยด์เป็นพิษก็คือ “ไทรอยด์ทำงานต่ำเกินไป” ซึ่งเป็นภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนออกมาได้น้อยกว่าปกติ ทำให้มีการเผาผลาญในร่างกายน้อยลงผิดปกติ ส่งผลให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นง่าย อ่อนเพลีย เชื่องช้า รู้สึกง่วงนอน เฉื่อยชาไม่กระฉับกระเฉง ขี้ลืม ประจำเดือนมามากผิดปกติ ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เสียงแหบ ผิวแห้ง ใบหน้าเปลือกตาหรือมือเท้าบวม ซึมเศร้า ชีพจรเต้นช้า ถ้าเป็นมากอาจพบภาวะหัวใจวาย น้ำท่วมปอด และช่องเยื่อหุ้มหัวใจส่วนในเด็กเล็กจะมีพัฒนาการช้า ตัวเตี้ย และสติปัญญาต่ำได้ สาเหตุที่พบบ่อยเกิดจากร่างกายสร้างสารขึ้นมายับยั้งการทำงานของไทรอยด์ทำให้ไทรอยด์ทำงานน้อยลง สาเหตุอื่นที่พบได้แก่ การขาดสารไอโอดีน การอักเสบเรื้อรังของต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ การได้รับยาต้านไทรอยด์มากเกินไป การกลืนน้ำแร่รังสีไอโอดีน และโรคขาดฮอร์โมนไทรอยด์แต่กำเนิด ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชายถึง 4 เท่า

คุณหมอแนะนำว่า สำหรับผู้ที่เป็นโรคไทรอยด์ทำงานผิดปกตินั้นควรงดสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่จะทำให้อาการทางตารุนแรงมากขึ้น เช่น ตาโปนขึ้น ควรงดการดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มบำรุงกำลังหรือกาเฟอีน เพราะอาจทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมากขึ้น ควรงดออกกำลังกายหนักในช่วงแรกของการรักษา โรคไทรอยด์เป็นพิษเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ โดยผู้ป่วยต้องมาพบแพทย์เพื่อติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ไม่ควรหยุดยาหรือปรับขนาดยาเอง เพราะอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากยาและทำให้รักษาหายยากขึ้น ในกรณีที่รักษาหายขาดแล้วควรมีการติดตามระดับฮอร์โมนไทรอยด์ในเลือดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากอาจมีโอกาสกลับเป็นซ้ำ หรือเกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำได้ ผู้ป่วยที่วางแผนจะตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากการได้รับยาต้านฮอร์โมนไทรอยด์บางชนิด (Methimazole) ในหญิงตั้งครรภ์ครั้งแรก หรือการรักษาบางวิธี เช่น รับประทานน้ำแร่รังสีไอโอดีน อาจก่อให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ได้ ยาต้านฮอร์โมนไทรอยด์อาจมีผลข้างเคียง ได้แก่ ผื่นคัน ตัวเหลือง ตาเหลือง ปวดข้อ ปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน หรือเม็ดเลือดขาวต่ำได้ ดังนั้นถ้ามีอาการดังกล่าวหรือมีไข้เจ็บคอควรปรึกษาแพทย์ทันที

อย่างไรก็ตาม เราควรใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หมั่นสังเกตร่างกายตัวเองอย่างสม่ำเสมอ และถ้าพบว่าตัวเองมีอาการผิดปกติไปจากเดิม เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น กินจุแต่น้ำหนักลด ก็อย่าได้นิ่งนอนใจ ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจแต่เนิ่นๆ เพราะอาจเป็นสัญญาณที่เตือนเราได้ว่าตอนนี้ต่อมไทรอยด์ของเรากำลังทำงานไม่ปกติ คุณหมอณัฐนนท์ฝากทิ้งท้าย

เครดิต: รักษาไทรอยด์ด้วยธรรมชาติบำบัด จาก WWW.CUREBYNATURE.ORG
บทความ “ต่อมไทรอยด์ทำงานไม่ปกติ ภัยเงียบถึงขั้นหัวใจล้มเหลว” จาก ไทยโพสต์
ภาพ: อินเตอร์เน็ต
*****************************************

แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง และสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ

ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/13595736981177

กินยาควรรู้ สองสิ่งนี้..เมื่อจับคู่กันแล้วอันตรายกว่าที่คิด!!

 


1) น้ำมันปลากับแอสไพริน คู่ร้ายอันดับแรกโดยน้ำมันปลานี้มีฤทธิ์ช่วยให้เลือดใสไม่หนืดเหนียว ส่วนแอสไพรินก็มีฤทธิ์เดียวกันคือช่วยให้ไม่เกิดลิ่มเลือดจับแข็งเป็นก้อน ตัน เมื่อกินคู่ก...ันเลยกลายเป็นคู่สังหารพาลให้เลือดไหลพรวดพราดไม่หยุด แม้การกรอฟันเพียงนิดก็อาจทำให้เลือดออกได้ราวกับผ่าตัดใหญ่แล้ว

2) วิตามินอีและอีฟนิ่งพริมโรส มีคนไข้ที่อยากผิวสวยมาหาพร้อมบอกว่ามีคนแนะให้กินวิตามินอีแต่บ้างก็ให้ เลือกเป็นอีฟนิ่งพริมโรสแทนจะเลือกอย่างไรดี จึงได้บอกไปให้เลือกอย่างหนึ่งก็พอเพราะล้วนแต่มีวิตามินอีทั้งนั้นซึ่งถ้า ได้มากไปอาจทำให้เกิดหัวใจพิบัติแทน

3) แคลเซียมเสริมกับแคลเซียมสด ถ้าท่านกินงาดำได้วันละ 4 ช้อนโต๊ะหรือเต้าหู้ขาวแข็งวันละ 3 ขีดก็จะได้แคลเซียมราว 1,000 มิลลิกรัมอยู่แล้ว ซึ่งถ้าไปหาแคลเซียมเม็ดมากินเติมอีกจะทำให้แคลเซียมเกินและไปจับกับหลอด เลือดทำให้ตีบแข็งได้

4) กาแฟกับแคลเซียม ขอให้เลี่ยงกินแคลเซียมร่วมกับกาแฟเพราะกาแฟจะไปยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม นอกจากนั้นยังไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกอีกด้วย

5) ธาตุเหล็กกับเลือดจางธาลัสซีเมีย เป็นไม้เบื่อไม้เมากันทีเดียว ขอให้ลืมความเชื่อที่ว่าถ้าเลือดจางต้องกินธาตุเหล็ก ไม่เสมอไป หากท่านเป็นเลือดจางชนิดธาลัสซีเมียแล้วไปกินธาตุเหล็กเสริมจะเท่ากับเติมยา พิษให้กับหัวใจและตับตัวเอง..

ขอบขอบคุณ ข้อมูลจาก กอ.รมน. สวนรื่นฤดี
ภาพจาก lakeviewpharmacy.com
ดูเพิ่มเติม

สมุนไพรกินรักษาโรคเกาต์ เพื่อล้างกรดยูริก


 
 

อาหารที่ควรงด อาหารที่มีพิวรีนสูง ได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ซุปก้อน กะปิ ชะอม กระถิน สะเดา

สมุนไพรสูตรลดหินปูนได้ดีที่สุ...
ใบรางจืด 5 ใบ + ใบเตย 5 ใบ ต้มน้ำ 2 ลิตร ดื่มทุกวัน จะช่วยลดการเป็นเก๊าท์ - รูมาตอยด์

อีกสูตรลดเก๊าท์
มะละกอดิบ 1 ลูก เอาเมล็ดออก (แต่ไม่ปลอกเปลือก) ล้างให้สะอาด หั่นเป็นทอนๆ ต้มน้ำ 3 ลิตร ดื่มทุกวันอาการปวดลดลงจนหาย

สูตรใบมะรุม
ยอดมะรุมสดๆ 3 ยอด ต้มน้ำ 2 ลิตร ต้มน้ำดื่มทุกวัน ลดอาการเก๊าท์ได้

อาหารที่ช่วยลดอาการเก๊าท์
1.ใบมะรุม ลวกจิ้มน้ำพริก
2.ลูกเดือยต้มกับข้าวเจ้า แบบข้าวต้ม ทานประจำ
3.ใบรางจืด + ใบเตย ต้มน้ำดื่มประจำนะคะ
4.ใบย่านางสดวันละ 10 ใบ

หรืออีก 2 สูตรค่ะ
ใบยอ 4 ใบ
มะตูมแห้ง 1 แว่นย่างไฟให้เหลือง
นำมาต้มกับน้ำ 3 ขวด เคี่ยวให้เหลือ 2 ขวด ดื่มกินต่างน้ำทุกวันจนกว่าจะหาย

น้ำมะกรูด ผสมน้ำผึ้งนิดเดียว แล้วเอาน้ำอุ่นเติมใส่ไม่ต้องมาก หรือน้ำเย็น ผสมแล้วนำมาดื่ม ใช้เวลาประมาณเดือนครึ่ง ดื่มทุกวันช่วยได้ค่ะ

เครดิตเรื่อง-ภาพ: หมอปรียาภา แฟนเพจ (แพทย์แผนไทย)
*****************************************

แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง และสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ

ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772
*****************************************

ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ไม่ต้องพึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ

ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772

อายุรวัฒน์เวชศาสตร์ ผลประโยชน์ของมะนาวผสมโซดา


 


ตัดทิ้งบางๆของมะนาวใส่ในแก้วหรือในโถเหยือก และดื่มมัน ..จะกลายเป็นน้ำที่มีความเป็นด่างสูงมาก น้ำที่มีความเป็นด่างนี้เองจะไปทำให้เชื่อโรคต่างๆในร่างกาย ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ เพราะความเป็นด่างของน้ำนี้เอง ที่ทำลายเชื้อโรค และดื่มมันทั้งวัน เพียงแต่ใช้น้ำดื่มนี้ ดื่มตลอดทุกวัน จะทำให้ท่านมีสุขภาพดีมาก ประโยชน์ที่มหัศจรรย์ของมะนาวนี้เอง

จะอธิบายดังต่อไปนี้
สถาบันทางวิทยาศาตร์อนามัยนี่คือยาที่มีผลต่อมะเร็งดีเยี่ยมล่าสุดของโลก โปรดอ่านแล้วท่านตัดสินเองแล้วกัน มะนาวเป็นผลิตผลที่มหัศจรรย์มากที่สามารถฆ่าเซลมะเร็งได้มากกว่า 1 หมื่นเท่า มากกว่าเคโมเทอราฟี .. ทำไมเราไม่รู้เรื่องนี้เลย เพราะว่าปฏิบัติการห้องแล็บส่วนใหญ่นั้น ไม่ยอมพูดเรื่องนี้เลย และก็จะทำให้สูญเสียผลประโยชน์อันยิ่งใหญ่ไป เราท่านทั้งหลายสามารถช่วยเพื่อนท่านได้ ในการบอกให้เขาหรือเธอเหล่านั้น ว่าน้ำมะนาวนั้นมีประโยชน์ยิ่งในการป้องกัน โรคภัยไข้เจ็บ มีรสชาติที่ดี และไม่มีผลข้างเคียงเหมือนการฉีดคีโมฯคนมากหลายอาจจะตาย ในขณะที่ความลับที่ป้องกันมะเร็งนี้ได้ถูกเก็บงำเอาไว้ เพื่อไม่ให้ต้องการทำลายผลประโยชน์ นับล้านๆ กับบริษัทยาใหญ่ ๆ ท่านทราบไหมว่าต้นมะนาวนี้ (มะนาวแป้น และ หรือมะนาวทุกชนิด) ท่านจะกินมะนาวเหล่านี้ในวิธีต่างๆก็ได้ เช่นกินเปลือก กินน้ำ หรือคั้น หรือเตรียมเป็นเครื่องดื่มใดๆแล้วแต่ที่เราชอบ และมันทำได้หลายอย่าง โดยเฉพาะถ้าดื่มน้ำมะนาวผสมกับโซดาจะทำให้ผลประโยชน์ของน้ำมะนาวดังกล่าวสูบฉีดเข้าร่างกายได้ดียิ่งขึ้น
 

สิ่งที่น่าสนใจคือมันขจัดซีดหรือก้อนเนื้อร้าย .. ผลไม้ชนิดนี้ พิสูจน์แล้วว่าสามารถต่อต้านมะเร็งได้ อย่างดีเยี่ยม มีคนกล่าวไว้ว่ามันมีผลประโยชน์ สำหรับมะเร็งหลายชนิด อาจกล่าวได้เลยว่ามันสามารถป้องกันการอักเสบของเชื้อแบตทีเรีย และเชื้อราต่างๆ สามารถที่จะต่อต้านพาราไซส์ที่อยู่ข้างใน มันทำให้เลือดที่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไปเข้าสู่ภาวะปกติ มันทำให้คลายเครียด ต่อต้านโรคประสาท โรคฟุ้งซ่านได้ด้วย ข่าวสารเรื่องนี้หน้าสนใจมาก มันมาจากบริษัทยาใหญ่หลายบริษัทในโลก ซึ่งมากกว่า 20 บริษัทได้ทำการทดลองเรื่องนี้ ผลการทดลองเปิดเผยออกมาได้ว่า มะนาวนี้สามารถทำลายเนื้อร้ายที่รุนแรง (มะเร็ง)ได้ถึง 12 ชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งตับอ่อน ส่วนผสมของไซทัสหรือมะนาว มีความสามารถในการทำลายมะเร็งได้มากกว่ายาที่ใช้การทำคีโม ทำให้การเจริญเติบโตของเซลมะเร็งนั้นหยุดอยู่กับที่ และนอกจากนี้มันยังเป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมาก การรักษาด้วยมะนาวนี้ สามารถทำลายต่อต้านมะเร็งได้อย่างรุนแรง แต่ไม่มีผลข้างเคียง
มีผูุ้ที่สนใจสุขภาพมากยิ่งขึ้นจึงเพิ่มเติมข้อมูล จาก
 

http://www.modxtoy.com/v1/lofiversion/index.php?t176506.html
มะนาว+โซดา ฆ่าเซลมะเร็งได้
เห็นว่าหลายๆคนหลายๆครอบครัวที่ ต้องเสียชีวิตเนื่องจาก มะเร็งกันเยอะ
พอดีมีโอกาศได้ ข้อมูลนี้มา ลองอ่านๆกันดูละกัน
สำหรับผม ไม่มีอะไรจะเสียนะ มะนาว หาได้ง่ายตามตลาดทั่วไป โซดา จะ
สิงห์+ช้าง เลือกเอาตามสะดวกเลย

มะนาว+โซดา ?
มะนาว เลือกลูกเขียวๆ ใช้จำนวน 2ลูก + โซดา 1ขวด

สรรพคุณ สามารถ ฆ่าเซลมะเร็งได้ผลกว่าการ คลีโมฯ 10,000เท่า
อ่านว่า หนึ่งหมื่นเท่า .....

วิธีกิน กินเช้า เย็น หรือ เช้า กลางวัน และ เย็น ก็ได้
การกินมะนาว+โซดา
ไม่มีผลเสียอะไรต่อร่างกายทั้งสิ้น การคลีโมฯ ยังมีผลทำให้่เซลดีๆ
ของร่างกายต้องตายไปด้วย แต่การใช้ น้ำมะนาว+โซดา จะฆ่าเซล
มะเร็งพวกนี้ได้ 100%

แล้วทำไมถึงไม่มีการเผยแพร่ ออกมา
ตอบแบบง่ายๆ ถ้าแพร่ออกมา อย่างเป็นทางการ บริษัทยาทั่วโลกก็เจ๊งชัย
นี่คือความเลวทรามของ มนุษย์ที่เอาเปรียบมนุษย์ด้วยกัน วิธีนี้ถูกค้นพบนาน
แล้ว แต่ถูกปกปิดเอาไว้ ไม่ให้ผลรายงานนี้ออกมาสู่สาธารณะ

สรรพคุณของมะนาว
ไปอ่านกันเองเลย http://variety.mwake.net/story/75/%E0%B8%9...2%E0%B8%A7.html

ทำไมต้องโซดา?
ใช้ผสมกับน้ำก็ได้ แต่จะได้ผลช้า แต่ถ้าใช้กับ โซดา มันจะเหมือนๆกับเครื่องยนต์
เวลาติดเทอร์โบ จะได้ผลเร็ว และรุนแรงกว่ามาก

วิธีรักษามะเร็ง แบบได้ผล
แถมต้นทุนประหยัดแบบสุดๆแบบนี้ ใครมีคนรู้จักเป็นมะเร็งอยู่ ให้เอาไปบอกบุญกันได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://unyamanee.it4social.net/
ดูเพิ่มเติม

การแกว่งแขนบำบัดโรค


 
 
 
การแกว่งแขนบำบัดโรคความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ หัวใจ ประสาท โรคจิต ไต ตับ อัมพาต เนื้องอก มะเร็ง นอนไม่หลับ โรคโลหิต ถึงโรคเรื้อรังต่าง ๆ แทบทุกโรคที่เกิดจากการเต้นของชีพจรไม่สม่ำเสมอ และเลือดลมที่เดินไม่สะดวกทั้งสิ้น และยังช่วยลดน้ำหนักได้
...
ความพิเศษของการแกว่งแขนรักษาโรค คือ ส่วนบนว่างและเบา แต่ส่วนล่างแน่นและหนัก การเคลื่อนไหวอ่อนโยนละมุนละไม ตั้งจิตเป็นสมาธิแล้วแกว่งแขนทั้งสองข้าง นี่แหละจะสามารถช่วยให้ท่านที่มีร่างกายอ่อนแอ กล่าวคือส่วนบนแข็งแรงแต่ส่วนล่างอ่อนแอ ให้เปลี่ยนเป็นผู้ที่มีส่วนล่างแข็งแรง และส่วนบนกระชุ่มกระช่วย โรคภัยทั้งหลายก็จะถูกขจัดให้หายไปเอง

การแกว่งแขนเป็นการออกกำลังกายซึ่งสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาช่วยลดน้ำหนัก ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง แถมยังสามารถรักษาโรคได้ด้วย
วิธีกายบริหารด้วยการแกว่งแขนนี้ นำมาจากคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นของพระโพธิธรรม (ตั๊กม้อโจ้วซือ) ชื่อว่า คัมภีร์ ต๋า โม๋ อี้ จิน จิง ซึ่งนับเป็นวิธีออกกำลังกายเพื่อส่งเสริมสุขภาพและขจัดโรคภัย ปฏิบัติได้ง่าย แต่ให้ผลเป็นที่น่าอัศจรรย์! การแกว่งแขนนี้เป็นการแกว่งให้เลือดลมเดินได้สะดวก และปรับสภาพเส้นเอ็น โดยจะช่วยรักษาโรคความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ หัวใจ ประสาท โรคจิต ไต ตับ อัมพาต เนื้องอก มะเร็ง นอนไม่หลับ โรคโลหิต ถึงโรคเรื้อรังต่าง ๆ แทบทุกโรคที่เกิดจากการเต้นของชีพจรไม่สม่ำเสมอ และเลือดลมที่เดินไม่สะดวกทั้งสิ้น

การแกว่งแขนจะทำให้การหมุนเวียนโลหิตดีขึ้นตามลำดับ และชีพจรก็จะเต้นได้สม่ำเสมอ นับเป็นการออกกำลังกายที่ง่ายมากทั้งยังให้ผลเกินคาด เพียงแต่ผู้ปฏิบัติต้องมีความขยันและอดทนปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ สามารถทำได้ทุกที่ หากแต่ถ้าจะทำในที่โล่งได้ก็จะดีมากเพราะจะได้อากาศบริสุทธิ์ ยิ่งยืนบนหญ้าก็จะได้แร่ธาตุจากดินจากน้ำค้างด้วย มาดูวิธีการปฏิบัติกันเลยค่ะ

1. ยืนตรง เท้าสองข้างแยกออกจากกันให้มีระยะห่างเท่ากับหัวไหล่
2. ปล่อยมือสองข้างลงตามธรรมชาติ อย่าเกร็ง ให้นิ้วมือชิดกัน หันอุ้งมือไปข้างหลัง
3. หดท้องน้อยเข้า เอวตั้งตรง เหยียดหลัง ผ่อนคลาย กระดูกลำคอ ศีรษะ และปาก ผ่อนคลายตามธรรมชาติ
4. จิกปลายนิ้วเท้ายึดเกาะพื้น ส้นเท้าออกแรงเหยียบลงบนพื้นให้แน่น ให้แรงจนกล้ามเนื้อโคนเท้า โคนขาและท้องตึง ๆ เป็นใช้ได้
5. บั้นท้ายควรให้งอขึ้นเล็กน้อย ระหว่างบริหารต้องหดก้นหรือขมิบทวารหนัก คล้ายยกสูงให้หดเข้าไป ในลำไส้
6. ตามองตรงไปจุดใดจุดหนึ่งจุดเดียว สลัดความคิดฟุ้งซ่าน กังวล ออกให้หมด ทำสมาธิให้รู้สึกอยู่ที่เท้า
7. แกว่งแขนไปข้างหน้าเบาหน่อย ทำมุม 30 องศากับลำตัว แล้วแกว่งไปหลังแรงหน่อย ทำมุม 60 องศากับลำตัว จะทำให้เกิดแรงเหวี่ยง นับเป็น 1 ครั้ง โดยปล่อยน้ำหนักมือให้เหมือนลูกตุ้ม แกว่งแขนไป-มา โดยเริ่มจากทำวันละ 200-300 ครั้ง ค่อยๆ ขยับไป เป็นวันละ 500 ครั้ง จนถึงวันละ 1,000 สูงสุดวันละ 2,000 ครั้ง จะดีมาก ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที

ตัวอย่างชาวจีนที่แกว่งแขนบำบัดโรคหาย
1. นายจู อายุ 76 ปี ป่วยเป็นโรคเนื้องอกในสมองและมะเร็งที่ปอด เขาจึงตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะทำการบริหารแกว่งแขน เพื่อบำบัดโรคภัยนี้ เขาได้ทำการบริหารแกว่งแขนตอนเช้า 2,000 ครั้ง และเย็นหรือกลางคืนอีก 2,000 ครั้ง ก็ได้ผลที่เห็นชัด ทำอยู่ 5 เดือน โรคร้ายก็หายขาด
2. นายบั้ง อายุ 48 ปี เป็นช่างไม้อยู่ในโรงงานแห่งหนึ่ง ป่วยเป็นโรคไขข้ออักเสบและอุจจาระเป็นเลือดอยู่ประมาณ 1 ปี ขณะเดียวกันก็เป็นมะเร็งที่กระเพาะอาหาร เมื่อทำการบริหารแกว่งแขนโรคทั้งสองก็หายขาด ส่วนโรคมะเร็งก็กระเตื้องดีขึ้นเรื่อย ๆ
3. นายแต้อายุ 75 ปี เป็นกรรมกรที่ปลดเกษียณของบริษัทรถรางเซี่ยงไฮ้ เป็นโรคความดันโลหิตมานาน 40 ปี และต้องใส่แว่นตาตลอดมา ปัจจุบันนี้ความดันเลือดปกติและไม่ต้องใส่แว่นตาด้วย เพราะเขาเป็นคนหนึ่งที่ได้ออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน
4. นายกู้ อายุ 42 ปี ทำงานอยู่ที่บริษัทขนส่งเมื่อ 10 ปีก่อน เริ่มเป็นโรคตับอักเสบ อาการของโรคเริ่มกำเริบอีกเป็นครั้งที่สอง โดยนายแพทย์ได้ตรวจวินิจฉัยแล้ว ปรากฏว่าเป็นโรคตับแข็ง เขาจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ว่าจะต้องทำกายบริหารแกว่งแขนโดยไม่แตะต้องยา เขาได้ทำอยู่อย่างสม่ำเสมอและถูกต้องตามกฎเกณฑ์ ปรากฏว่าได้ผล เพราะหลังจากผ่านไป 1 เดือน นายแพทย์ถึงกับงงต่อเหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป

ดังนั้น ลองมาทดลองออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนบำบัดโรคอีกทางเลือกหนึ่งง่ายๆ ลองดูไม่เสียหาย หากไม่เชื่ออย่างน้อยก็ได้ออกกำลังกาย หากเป็นโรคร้ายแรงอยู่ แล้วหายก็ถือว่าโชคดีไป ไม่ต้องเสียเงินและเจ็บตัวไปรักษาราคาแพงที่โรงพยาบาล

เครดิต: เรียบเรียงจาก บทความสุขภาพ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ WWW.KU.AC.TH
บทความ แกว่งแขน...กายบริหารแบบง่ายๆ ช่วยบำบัดโรค จาก women.thaiza.com
อ้างอิง: คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นของพระโพธิธรรม (ตั๊กม้อโจ้วซือ) ชื่อคัมภีร์ ต๋า โม๋ อี้ จิน จิง
ภาพ: ขอบคุณภาพ จาก women.thaiza.com
*******************************************************
แบ่งปันความรู้ทั่วไป เพื่อความพอเพียง และสุขภาพที่ดี โปรดใช้วิจารณญาณ และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม

ชีวอโรคยา อยากให้ทุกคนมีสุขภาพดีไม่พึ่งสารเคมี ไม่ต้องรอให้ป่วยไปเสียค่ารักษาพยาบาลแพงๆ

ติดตามข้อมูลข่าวสารการดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติ ไม่พึ่งสารเคมีได้ที่ Facebook ชีวอโรคยา
www.facebook.com/pages/ชีวอโรคยา/135957369811772
ดูเพิ่มเติม

เมนูเด็ด...สำหรับผู้ป่วยมะเร็งในเม็ดเลือด


 
 
 
ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง


ไข่เจียวฝรั่งเศส
ส่วนผสม
...๑. ไข่ไก่ ๔ ฟอง
๒. นมข้นจืด ๒ ช้อนโต๊ะ
๓. เกลือป่น ๑/๒ ช้อนชา
๔. พริกไทยป่น ๑/๒ ช้อนชา
๕. น้ำซุป ๒ ช้อนโต๊ะ
๖. น้ำมันพืช ๒ ช้อนโต๊ะ
 

วิธีทำ
๑. ผสมไข่ นมข้นจืด น้ำซุป พริกไทย เกลือ เข้าด้วยกัน ตีให้ฟู
๒. นำกะทะตั้งไฟกลาง ใส่น้ำมัน พอร้อนใส่ส่วนผสมข้อ ๑ ลงไป ลดไฟอ่อน เมื่อไข่สุกจึงพับริมเข้าหากันเป็นรูปสี่เหลี่ยมแบบพับ ๓ ครั้ง จัดใส่จานทานพร้อมข้าวสวยร้อนๆ
เมนูนี้ให้พลังงาน ๔๙๗.๘ แคลอรี่ ช่วยเพิ่มเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะเม็ดเลือดต่ำ อ่อนพลีย
หนึ่งขอฝากเมนูนี้ไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง (ผู้ที่ไม่ป่วยก็สามารถทานได้ค่ะ ^^) เผื่อว่าเบื่อไข่เจียวไทย ลองเปลี่ยนมาชิมเมนูไข่เจียวฝรั่งเศสดูนะคะ

ขอขอบคุณ
ดร.กมล ไชยสิทธิ์ นักกำหนดอาหารและนักเภสัชวิทยา ที่อนุเคราะห์ตำรับอาหาร
สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

ขอขอบคุณข้อมุลจาก http://www.gotoknow.org/
ดูเพิ่มเติม

สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ "เลือด"


 
 

 -หน้าที่ของเลือด, น้ำเลือด,
-เม็ดเลือดแดง,การสร้างเม็ดเลือดแดง,การทำลายเม็ดเลือดแดง
-เม็ดเลือดขาว,การสร้างเม็ดเลือดขาว,การแข็งตัวของเลือด
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

... เลือดเป็นของเหลวในร่างกายที่อยู่ภายนอกเซลล์ ในร่างกายของคนจะพบของเหลวที่อยู่ภายในเซลล์ประมาณ 63 เปอร์เซ็นต์ ของเหลวภายนอกเซลล์ 37 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งแบ่งตามตำแหน่งที่อยู่คือ (1) น้ำเลือด ซึ่งจะพบภายในเส้นเลือด ประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ (2) ของเหลวระหว่างเซลล์ ได้แก่น้ำเหลือง ประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์ และ (3) ของเหลวเฉพาะที่

เลือดมีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ

1. การลำเลียง เลือดสามารถลำเลียงสารไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย เม็ดเลือดเป็นตัวขนส่งก๊าซ น้ำเลือดประกอบด้วยสารอาหารพวกน้ำตาล ไขมัน วิตามิน กรดอะมิโนและสารอื่นๆ และเลือดยังเป็นตัวขนส่งของเสียที่ได้จากเมาตาโบลิซึมหลายอย่างไปยังอวัยวะขับถ่ายและขนส่งสารที่ควบคุมการทำงานของกระบวนการต่างๆ

2. การปรับสภาวะสมดุลของร่างกาย

2.1 การปรับส่วนประกอบ ของของเหลวภายในเนื้อเยื่อ ของเหลวระหว่างเซลล์และของเหลวภายในเซลล์มาจากเลือด

2.2 ในน้ำเลือดมีเกลือและโปรตีนหลายชนิด

2.3 การปรับอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่โดยมีน้ำเลือดเป็นตัวรับความร้อนที่เกิดจากกระบวนการเมตาโบลิซึม เพื่อส่งไปยังผิวหนังและปอดให้ระบายความร้อนออกจากร่างกาย
2.4 การป้องกัน เมื่อเส้นเลือดถูกทำลายจะมีการเสียเลือด และจะเกิดการะบวนการการแข็งตัวเพื่อปิดเส้นเลือด

ส่วนประกอบที่สำคัญของเลือด

1. น้ำเลือด น้ำเลือดเป็นของเหลวค่อนข้างใส มีสีเหลืองอ่อน ประกอบด้วย

1.1 น้ำประมาณร้อยละ 90 - 93 มีหน้าที่ละลายสารแขวนลอยและละลายสารต่างๆ ทำให้เกิดการมีประจุและนำความร้อน

1.2 โปรตีนประมาณร้อยละ 7 - 10 ทำให้เลือดมีความหนืดและความดันออสโมซิส ช่วยปรับปริมาตรของเลือด รักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย ช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อเป็นบาดแผลและพวกแอนติบอดี โปรตีนที่สำคัญคือ ไฟบริโนเจน อัลบูมิน และ โกลบูลิน

1.3 ก๊าซที่เกี่ยวข้องกับการหายใจ ที่สำคัญ คือ ออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์

ส่วนประกอบของน้ำเลือดมาจากแหล่งต่างๆ เช่น น้ำและสารที่มีประจุได้มาจากการดูดซึมจากทางเดินอาหาร อัลบูมินสร้างมาจากตับ และของเสียจะได้มาจากกระบวนการเมตาโบลิซึมของทุกเซลล์ที่มีชีวิต

1.4 กลูโคส มีประมาณ 60 - 100 มิลลิกรัมใน 100 มิลลิลิตรของเลือด ทำหน้าที่เป็นแหล่งของพลังงานให้แก่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย

1.5 เอนไซม์ มีหน้าที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาเคมีต่างๆ

ถ้านำน้ำเลือดไปปั่นเพื่อให้เซลล์เม็ดเลือด เพลตเลต และโปรตีนแยกออกจากน้ำเลือดส่วนที่เหลือจะเป็นน้ำใสๆเรียกว่า ซีรัม

น้ำเลือดทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่ย่อยแล้ว เกลือแร่ ฮอร์โมน แอนติบอดี ไปให้เซลล์ที่ส่วนต่างๆของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยรักษาความเป็นกรด - เบส สมดุลของน้ำและรักษาระดับอุณหภูมิของร่างกาย

2. เม็ดเลือดแดง มีหน้าที่สำคัญคือ ขนส่งก๊าซออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ขนส่งคาร์บอนไดออกไซด์ไปยังปอด ถ้านำเลือดของคนเรามาส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะเห็นเซลล์เม็ดเลือดแดงมีรูปร่างกลมแบน ตรงกลางบุ๋มไม่มีนิวเคลียส มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7- 8 ไมโครเมตร

เม็ดเลือดแดงมีรงควัตถุสีแดงเรียกว่า เฮโมโกลบินซึ่งเป็นโปรตีนที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ เฮโมโกลบินรวมตัวกับก๊าซต่างๆได้ดีมาก ถ้าไม่มีฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแล้วจะพบว่าใน 100 มิลลิลิตรของเลือดจะขนส่งออกซิเจนได้เพียง 1 มิลลิลิตร แต่ถ้ามีฮีโมโกลบินอยู่จะพบว่าใน 100 มิลลิลิตรของเลือดจะขนส่งออกซิเจนได้ถึง 20 มิลลิลิตร

ถ้าหากฮีโมโกลบินในน้ำเลือดสูงมากกว่าในเซลล์ จะมีผลเพิ่มความเข้มข้นองน้ำเลือดทำให้กระทบกระเทือนต่อสมดุลออสโมซิส ทั้งยังทำให้เลือดมีลักษณะเป็นของเหลวหนืดๆมากจนไม่สามารถสูบฉีดออกจากหัวใจได้ ในคนนั้นเม็ดเลือดแดงแต่ละเม็ดจะมีฮีโมโกลบินประกอบอยู่ด้วยถึง 280 ล้านโมเลกุล ฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดงในคนปกติจะปล่อยอกซิเจนไปให้เซลล์ใช้ได้เพียงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น นอกเสียจากขณะออกกำลังกายหรือทำงานหนักอาจปล่อยออกไปได้มากที่สุดถึง 72 เปอร์เซ็นต์

ก๊าซที่เป็นอันตรายต่อการที่ฮีโมโกลบินนำออกซิเจนไปให้เซลล์ใช้มากให้ภาวะการณ์ปัจจุบันนี้เห็นจะได้แก่คาร์บอนมอนนอกไซด์ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ของไอเสียรถยนต์ ที่เป็นเช่นนี้เพราะก๊าซนี้จะเข้าไปแย่งออกซิเจนในการรวมตัวกัลฮีโมโกลบินและยังเข้าไปรวมตัวอย่างถาวรโดยไม่ยอมปล่อยออกมาอย่างง่ายๆ เหมือนออกซิเจน ทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ อาการที่จะปรากฎให้เห็นคือ หูอื้อ ตามัว หมดความรู้สึกและตายในที่สุด

เซลล์เม็ดเลือดแดงมีเป็นจำนวนมากภายในร่างกาย ในผู้ชายมีประมาณ 5 ล้านเซลล์ต่อเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร แต่ผู้หญิงจะมีประมาณ 4.5 - 5 ล้านเซลล์ต่อเลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร

การสร้างเม็ดเลือดแดง

ในระยะเอ็มบริโอเซลล์เม็ดเลือดแดงสร้างจากตับ ม้าม ไขกระดูก ภายหลังคลอดแล้วจะสร้างจากไขกระดูก เซลล์เม็ดเลือดแดงที่สร้างขึ้นใหม่ๆเป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียสซึ่งเรียกว่า อีริโทรบลาสต์ ซึ่งสามารถสังเคราะห์ฮีโมโกลบินได้ เมื่อปริมาณของฮีโมโกลบินเพียงพอเซลล์เม็ดเลือดแดงก็ถูกปล่อยออกมาจากไขกระดูกเข้ามายังกระแสเลือด แต่เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะไม่มีนิวเคลียสและไมโทคอนเดรีย

การทำลายเม็ดเลือดแดง

เซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีอายุประมาณ 90 - 120 วัน หลังจากนั้นจะถูกทำลายที่ม้าม แต่จำนวนของเม็ดเลือดแดงต่อลูกบาศก์มิลลิเมตรของเลือดไม่เปลี่ยนแปลงเพราะอัตราการผลิตเท่ากับอัตราของการทำลาย คือ ประมาณ 5 - 10 ล้านเซลล์ต่อวินาที ฉะนั้นตลอดอายุของคนเราจะมีการสร้างเม็ดเลือดแดงทดแทนอยู่เสมอ โดยส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง เช่น เหล็กจะไม่ถูกกำจัดออกนอกร่างกายแต่จะนำมาสร้างเม็ดเลือดใหม่ได้อีก ผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง และมะเร็งของเม็ดเลือดขาว อัตราการสร้างเม็ดเลือดแดงจะเกิดขึ้นน้อยและไม่สมดุลกับอัตราที่ถูกทำลาย

3. เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดขาวของคนมีประมาณ 6,000 - 9,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิลิตรของเลือด ในเด็กแรกเกิดจะมีเม็ดเลือดขาวมากที่สุด ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ตามหน้าที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาว

1.ฟาโกไซต์ เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวพวกที่ทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมโดยวิธีฟาโกไซโทซิส พวกนี้จะเจริญพัฒนาที่ไขกระดูก

2.ลิมโฟไซต์ เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวพวกที่ทำหน้าที่สร้างสารขึ้นมาต่อต้านสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรค สารที่ถูกสร้างขึ้นเรียกว่า แอนติบอดี ซึ่งเป็นสารประเภทโปรตีน

เซลล์เม็ดเลือดขาวยังมีสมบัติเฉพาะ คือ สามารถเคลื่อนที่ได้แบบอะมีบา แม้เม็ดเลือดขาวส่วนมากจะมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดง ก็ยังสามารถเคลื่อนที่ผ่านผนังของเส้นเลือดฝอยเข้าสู่น้ำเหลืองไปตามเนื้อเยื้อต่างๆได้ นอกจากนี้ยังสามารถเคลื่อนที่เข้าหาหรือเคลื่อนที่หนีสารเคมีหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารที่เกิดในตอนที่มีบาดแผลหรือเกิดการบวมอักเสบ

เซลล์เม็ดเลือดขาวส่วนมากมีขนาดใหญ่กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 8 ไมโครเมตร เซลล์เม็ดเลือดขาวมีนิวเคลียสขนาดใหญ่ มีจำนวนน้อยกว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงมาก เลือด 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตรมีเซลล์เม็ดเลือดขาวประมาณ 5,000 - 10,000 เซลล์ และจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ เมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

การสร้างเม็ดเลือดขาว

การสร้างเม็ดเลือดขาวสร้างขึ้นจากเซลล์ไขกระดูกเช่นเดียวกับเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาวบางส่วนจะพัฒนาที่ไขกระดูก แต่บางส่วนจะไปเจริญพัฒนาในเนื้อเยื่อน้ำเหลือง และต่อมน้ำเหลือง

ในกรณีที่มีการอักเสบ จำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวจะเพิ่มขี้นมาก การอักเสบที่เกิดจากไวรัสหลายชนิด ปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวจะลดลงกว่าปกติ เหตุนี้ เองในการตรวจร่างกายผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อหรือโรคอื่นๆ แพทย์จะตรวจหาปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวร่วมไปกับการตรวจนับเซลล์เม็ดเลือดแดงสำหรับการวินิจฉัยโรค

หากมีการผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดแดงของไขกระดูกหรือไขกระดูกไม่ทำงานจะทำให้เซลล์เม็ดเลือดเกิดการบกพร่องหรือผิดปกติ ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับเลือดได้หลายโรค เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือลิวคีเมีย

4. เพลตเลต เพลตเลตมีชื่อเรียกต่างกันไป เช่น “เกล็ดเลือด” “เศษเม็ดเลือด” หรือ”แผ่นเลือด” เพลตเลต เป็นชิ้นส่วนของไซโทพลาซึมของเซลล์ชนิดหนึ่งในไขกระดูก ขาดเป็นชิ้นๆ แล้วจึงเข้าสู่เส้นเลือด มีนาดเล็กมาก รูปร่างไม่แน่นอน มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 - 2 ไมโครเมตร มีอายุประมาณ 10 วัน

การแข็งตัวของเลือด

เมื่อเกิดบาดแผลขึ้นหรือเส้นเลือดถูกทำลายจะมีกระบวนการหลายอย่างเกิดขึ้นเพื่อป้องกันการไหลของเลือด การสูญเสียเลือดและรักษาปริมาณของเลือดให้คงที่ กระบวนการนี้เรียกว่าการแข็งตัวของเลือด ซึ่งประกอบด้วยการะบวนการสำคัญที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันดังนี้ (1) เส้นเลือดบีบตัวในขณะที่มีบาดแผล เพื่อช่วยลดปริมาณของเลือด (2) กลุ่มของแผ่นเลือดไปอุดปากแผลและ (3) เกิดการแข็งตัวของเลือด

โปรตีนและเอนไซม์ที่ทำให้เลือดแข็งตัว ผลิตมาจากตับ ถ้าตับผิดปกติ เช่น เป็นโรคตับแข็ง ตับอักเสบ สารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดอาจจะผลิตไม่เพียงพอที่จะทำให้เลือดหยุดไหลได้ นอกจากนี้ถ้าขาดวิตามินเคก็จะมีผลต่อการหยุดไหลของเลือดเช่นกัน

ที่มา :

http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000-8134.html

หนังสือเรียนชีววิทยา ว041 , หนังสือเรียนชีววิทยาเล่ม 1 ว010
ดูเพิ่มเติม

สุดยอด 5 ผลไม้บำรุงเลือด



"ผลไม้ช่วยดูแลผิวพรรณ" ประโยชน์ของผลไม้อาจไม่ใช่เพียงบำรุงผิวพรรณ แต่ยังช่วยบำรุงเนื้อเยื่อและเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายของเราให้แข็งแรงอีกด้วย ซึ่งความจริงแล้วอาหารหมวดผลไม้ก็สามารถให้สารอาหารหลัก เช่น โปรตีน... ธาตุเหล็ก รวมถึงกรดอะมิโนจำเป็นต่าง ๆ ได้เช่นเดียวกับอาหารในหมวดข้าว แป้ง และไขมัน สำหรับ Fruitful Tips ฉบับนี้ขอเน้นผลไม้ที่ดีต่อเซลล์เม็ดเลือดแดงของเรา ซึ่งเป็นปัจจัยภายในที่ทำให้สาว ๆ ดูเปล่งปลั่งจากภายในสู่ภายนอก

"ฮีโมโกลบิน" มาจากการรวมตัวกันของธาตุเหล็ก และโปรตีน

ฮีม คือ องค์ประกอบของธาตุเหล็ก ทำหน้าที่ดักจับออกซิเจนจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
โกลบิน คือ โปรตีน ทำหน้าที่ผลิตเลือดจากสายพันธุกรรมของเรา

ธาตุเหล็กสำคัญต่อเลือด

เลือดที่ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของเราขึ้นอยู่กับปริมาณฮีโมโกลบิน ซึ่งฮีโมโกลบินเป็นส่วนประกอบหลักของเซลล์เม็ดเลือดแดง สาเหตุที่เลือดเป็นสีแดงก็เพราะในฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) มีสารประกอบสีแดงอยู่เป็นส่วนใหญ่ และมีองค์ประกอบของธาตุเหล็กอยู่ประมาณร้อยละ 65-67

ดังนั้นจึงถือได้ว่าร่างกายของเราสามารถสร้างธาตุเหล็กขึ้นมาเองตามธรรมชาติ และจะถูกร่างกายนำไปสร้างเป็นโปรตีนเพื่อไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายเราควรมีประมาณฮีโมโกลบินประมาณ 20-30 ล้านล้านเซลล์จึงจะถือว่าอยู่ในระดับปกติ ดังนั้นหากจะกระตุ้นร่างกายให้ผลิตฮีโมโกลบินก็ควรบำรุงร่างกายด้วยอาหารที่ มีธาตุเหล็กในปริมาณที่เหมาะสมนั่นคือประมาณ 15 มิลลิกรัมต่อวัน

อาการเมื่อปริมาณฮีโมโกลบินในร่างกายต่ำ

สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีคือ

กรณีไม่ร้ายแรง อาการกรณีนี้สามารถดีขึ้นจนหายไปเอง หากได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ หรือบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะเข้าสู่ร่างกาย เช่น เหนื่อยล้า หายใจถี่ ใจสั่น ปวดศีรษะ มึนงง เป็นลม มือเท้าเย็นเจ็บบริเวณหน้าอก ไม่มีสมาธิ เบื่ออาหาร และสีผิวเปลี่ยนไปเป็นขาวซีด จนม่วงคล้ำดูไม่มีน้ำมีนวล

กรณีเป็นโรคทางพันธุกรรม กรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ เนื่องจากมีระยะการเจริญพันธุ์ของโรคและอาการแฝง เช่น โรคธาลัสซีเมีย (โรคเลือดจาง) อาจมีอาการแฝงคือ อะเนเมีย (Anemia) หรือภาวะร่างกายสร้างฮีโมโกลบินผิดปกติ เป็นต้น

5 ผลไม้ที่ดีต่อระบบการไหลเวียนโลหิต

1.ทับทิม

ผลการวิจัยในสหรัฐพบว่า ทับทิมสามารถรักษาผู้ป่วยเบาหวานได้ด้วยคุณสมบัติช่วยกักเก็บเซลล์เม็ดเลือด แดง โดยให้ผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 10 คนดื่มน้ำทับทิมคั้นสดวันละ 1 แก้ว (6 ออนซ์) เป็นเวลา 3 เดือน ผลคือร่างกายมีระดับอินซูลินในกระแสเลือดลดลง ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นปกติขึ้น อาการมึนงง อ่อนเพลีย และผมร่วงลดลง อีกทั้งผิวพรรณก็สดใสขึ้นกว่าเดิม

2.แก้วมังกร

อุดมด้วยโปรตีนจึงช่วยเติมร่องรอยผิวให้ดูเรียบตึง ผลการวิจัยพบว่า แก้วมังกรเนื้อแดงดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต และมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเซลล์เม็ดเลือด นอกจากนี้ไฟเบอร์ในผลแก้วมังกรยังช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงบริเวณช่องคลอด บรรเทาอาการตกขาวที่ผิดปกติ (มีสีเหลืองปนหนอง ปนเลือดและมีกลิ่นเหม็น)

3.สตรอว์เบอร์รี่

ด้วยคุณสมบัติของวิตามินซีที่อุดมอยู่ในผลสตรอว์เบอร์รี ช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดง เมล็ดเล็ก ๆ ที่อยู่ในเนื้อสตรอว์เบอร์รีช่วยลำเลียงออกซิเจนในกระบวนการขจัดเลือดเสีย จากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Food Chemistry พบว่าอาสาสมัครผู้บริโภคสตรอว์เบอร์รีสดทุกวันประมาณ 2 ถ้วยตวงติดต่อกันนาน 1 เดือน มีผลการตรวจเลือดพบว่าเซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นอย่างเป็นปกติมากขึ้นคือ 4, 8, 12, 16 เซลล์จึงส่งผลให้ผิวพรรณภายนอกดูเรียบเนียนเปล่งปลั่งขึ้น

4.กล้วย

ด้วยคุณสมบัติของแร่ธาตุแมกนีเซียมที่อุดมอยู่ในกล้วย ช่วยบำรุงผิวที่ขาวซีดให้กลับมาเปล่งปลั่งดูมีเลือดฝาด จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน American Journal of Epidemiology เผยว่าการบริโภคกล้วยเป็นประจำทุกวันส่งผลต่อสุขภาพเลือดคือ ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) โดยเฉพาะในเด็กช่วงอายุ 0-2 ปี

5.แตงโม

จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยเนราดาในสหรัฐเผยว่า หากบริโภคแตงโมเพียงครึ่งผลต่อวันดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต เพราะกรดอะมิโนอาร์จีโนน์ (Arginine) ที่ร่างกายเปลี่ยนให้เป็นสารในตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ทำให้เลือดสมบูรณ์ขึ้นถึงร้อยละ 22 จึงช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว

ไม่ใช่แค่ธาตุเหล็กและโปรตีนเพียงเท่านั้นที่จะช่วยให้อวัยวะภายในของเราผลิต เลือดได้อย่างเป็นปกติ แต่ยังมีวิธีที่ง่าย ๆ อีกสองสิ่งคือ การดื่มน้ำเปล่าให้บ่อยครั้งในแต่ละวัน ซึ่งจะช่วยให้เลือดของเราไม่ มีลักษณะข้นเหนียวจนเกินไปด้วย นอกจากนี้ยังต้องทำกายบริหารทุกวัน เพื่อกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนอยู่ตลอด เพียงเท่านี้ก็ช่วยปกป้องร่างกายของเราให้ห่างไกลปัญหาสุขภาพทั้งในระยะสั้น และระยะยาวได้แล้ว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก สุขกายสบายใจ
ฉบับ 08 ตุลาคม 2554
ดูเพิ่มเติม

ชามะละกอล้างไขมันในลำไส้



ชามะละกอ คือ การนำเอามะละกอดิบมาปอก
เปลือก แล้วหั่นเนื้อมะละกอใส่หม้อ เติมน้ำ ต้มให้เดือดแล้วตักเนื้อมะละกอ ออกไป เอาเฉพาะน้ำมาใช้ชงชา เพื่อดื่มแทนชาทั่วไป

... ประโยชน์ เมื่อดื่มชามะละกอ จะเป็นการล้างลำไส้โดยไม่ต้องสวนทวารช่วยล้างระบบดูดซึม คือ ล้างคราบไขมันที่ผนังลำไส้ อันเนื่องมาจากการกินอาหารผัดน้ำมันเป็นประจำ คราบไขมันจะเกาะตัวที่ผนังลำไส้เป็นกาวเหนียว จึงเกิดการขัดขวางการดูดซึมสารอาหารและวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อระบบดูดซึมไม่ดี หรือดูดซึมไม่ได้ เวลากินอาหารก็ได้แค่
อิ่ม แต่ไม่ได้สารอาหาร เมื่อเป็นอย่างนี้นานวันเข้า ความเจ็บป่วยก็จะเข้ามาเยือน เมื่อร่างกายปกติดีไม่เจ็บไม่ป่วย ก็ควรล้างลำไส้ไว้บ้าง เพื่อล้างคราบน้ำมันเก่าที่เคยกินอาหารผัดน้ำมันมานานหลายปี

สูตรชามะละกอ
- มะละกอดิบไม่อ่อนเกินไปครึ่งลูก
- ชาเขียว หรือชาจีน หรือชาใบหม่อน อย่างใดอย่างหนึ่ง

วิธีทำ
ปอกเปลือกมะละกอล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นแบบชิ้นฟักไม่ถึงครึ่งลูก (ประมาณ3 กำมือ ) ใส่หม้อเติมน้ำ 3 ลิตร ตั้งไฟ จะเติมดอกเก๊กฮวย ใบเตย หรือรากเตย ก็ใส่ลงไปพร้อมกับมะละกอดิบ พอน้ำเริ่มเดือดได้สัก 3 นาที ก็ยกลงได้ อย่าต้ม มะละกอจนเนื้อเละ ต่อไปก็ตักมะละกอและดอกเก๊กฮวยออกให้เหลือแต่น้ำ เอาน้ำร้อนที่เหลือทั้งหมดนั้นไปชงชาใส่ใบชาประมาณครึ่งกำมือ มากหรือน้อยตามความต้องการ ( ห้ามแช่ใบชาเกิน 5 นาที เพราะถ้าเกิน 5นาที สารแทนนินของใบชาจะออกมาจากใบชา กินแล้วทำให้ท้องผูก นอนไม่หลับ ) แล้วกรองเอากากใบชาทิ้งไปทั้งหมด ตั้งทิ้งไว้ให้อุ่นหรือเย็นก็ดื่มได้เลย หรือจะบรรจุขวดเก็บไว้ในตู้เย็นก็ได้ เก็บได้ประมาณ 3 วัน )

สารของมะละกอจะเกิดการถักทอกับสารของใบ
ชา ทำให้ช่วยย่อยไขมันและล้างไขมันออกจากผนังลำไส้ ควรดื่มเพื่อล้างเป็นประจำ ดื่มแทนน้ำอัดลมได้ ( เด็ก , ผู้ใหญ่ดื่มได้ ไม่ต้องสงสัยรอโทรถามใคร )

ถ้าไม่ล้างลำไส้ ก็เปรียบเหมือนกินข้าวไม่ล้างจาน แล้วใช้จานใบเก่าที่ไม่ล้างเอามาใส่ข้าวกินใหม่

เมื่อล้างลำไส้แล้ว ก็ควรกินอาหารที่มีประโยชน์เพื่อไปบำรุงร่างกายด้วย

ถ้าหลีกเลี่ยงอาหารผัดน้ำมันไม่ค่อยได้ ก็กินเท่าที่จำเป็นคือกินให้น้อยลง แล้วกินชามะละกอไปล้างลำไส้ทุกวันเมื่อมีเวลาว่าง

การทำชามะละกอกินเพื่อล้างลำไส้ให้ได้ประโยชน์ ที่จริงแล้วไม่ควรเติมน้ำตาล ยกตัวอย่างเช่น เรากินข้าวขาหมู แล้วกินของหวานหรือชาที่เติมน้ำตาล มันจะทำให้ไขมันกลายเป็นไขมันฝ่ายร้ายได้ หรือมื้อไหนที่เรากินไขมันเช่น เนื้อติดมัน ก็ไม่ควรกินของหวานตามเข้าไป ควรกินกระเทียมเป็นตัวลดโคเลสเตอรอล แล้ว
กลับมาบ้านเราก็กินชามะละกอ เพื่อล้างไขมันในลำไส้ออกไป

"สุขภาพดีหาซื้อไม่ได้ อยากได้ต้องทำเอง"

ข้อมูลจาก คู่มือเพื่อสุขภาพดี ราศีแจ่มใส
โดย: นานาสาระเพื่อสุขภาพที่ดี
ดูเพิ่มเติม

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการทานแตงโม


 

แตงโมที่หวานฉ่ำเป็นผลไม้ที่เราชอบทานกันในหน้าร้อน โดยเฉพาะอากาศร้อนแบบนี้ เมื่อทานแตงโมหวานเย็นสัก 2-3 ชิ้นเข้าไป ก็จะรูสึกคลายร้อนได้ทันที แต่ท่านผู้ฟังทราบไหมคะว่า แตงโมไม่ใช่ผลไม้ที่ทุกคนทานได้ และควรร...ู้จักวิธีทานแตงโมงที่ถูกต้องค่ะ

ผู้ป่วยโรคเบาหวานไม่ควรทานแตงโม

แตงโมมีส่วนที่เป็นน้ำตาลประมาณ 5% และส่วนมากเป็นน้ำตาลประเภท กลูโคส(Glucose) ซูโคส(sucrose) และฟรุคโตส (fructose) ซึ่งทานแล้วจะทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ร่างกายของคนเราสามารถสร้างอินซูลินซึ่งเป็นฮอร์โมนที่จำเป็นในการนำน้ำตาลในเลือด ไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกายที่ต้องการพลังงาน น้ำตาลในเลือดและปัสสาวะจึงอยู่ในระดับปกติ แต่เนื่องจากผู้ป่วยโรคเบาหวานร่างกายผลิตอินซูลินไม่พอจึงไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ การทานแตงโมจะทำให้น้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น กระทั่งเกิดอาการที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงไม่ควรทานแตงโม หรือทานได้เล็กน้อยแต่ไม่ควรทานมาก

ผู้ป่วยโรคไตอย่าทานแตงโมมาก

ผู้ป่วยที่สมรรถภาพไตไม่สมบูรณ์ จะมีปัญหาระบบการขับถ่ายน้ำออกจากร่างกายทำงานไม่เต็มที่ มักมีอาการบวมน้ำที่ขาหรือทั้งตัว หากผู้ป่วยโรคไตทานแตงโมมาก แต่ไม่สามารถถ่ายน้ำที่เกินความต้องการของร่างกายออกมา น้ำก็จะค้างไว้ในร่างกาย นอกจากจะทำให้อาการบวมน้ำหนักขึ้นแล้ว อาจจะก่อให้เกิดอาการหัวใจวายอีกด้วย

ช่วงต้นของการเป็นหวัดอย่าทานแตงโม

แพทย์แผนจีนเห็นว่า อาการหวัดไม่ว่าเกิดจากความหนาวหรือร้อนใน ในช่วงแรกๆ ที่เพิ่งเป็น ควรปล่อยให้อาการหวัดระบายออกมาเอง ไม่ควรใช้วิธีหรือใช้ยาระงับไว้ ส่วนแตงโมมีสรรพคุณแก้ร้อนใน การทานแตงโมเพื่อดับความร้อนภายในร่างการในช่วงต้นของการเป็นหวัด แทนที่จะแก้อาการหวัด กลับจะทำให้อาการหนักขึ้น

ปากเป็นแผล ไม่ควรทานแตงโมมาก

ปากเป็นแผลเป็นอาการร้อนในอย่างหนึ่ง ทานแตงโมมากจะทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้น ซึ่งบางทีจะขับถ่ายน้ำออกจากร่างกายมากเกินควร ยิ่งทำให้อาการร้อนในหนักขึ้น แถมแผลในปากจะหายช้าเสียอีก

คุณแม่ลูกอ่อนไม่ควรทานแตงโมมาก

ร่างกายของคุณแม่ที่เพิ่งคลอดลูกค่อนข้างอ่อนแอ ทานแตงโมมากจะทำให้ร่างกายเย็นเกินไป

ไม่ควรทานแตงโมก่อนหรือหลังอาหาร

แตงโมส่วนใหญ่เป็นน้ำ ทานแตงโมก่อนหรือหลังอาหารจะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะเจือจาง ส่งผลต่อการย่อยอาหาร แต่การทานแตงโมก่อนอาหารจะทำให้ทานอาหารน้อยลง จึงเป็นวิธีลดอาหารสำหรับคนที่อยากลดหน้ำหนัก แต่ไม่เหมาะกับเด็ก รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์และคุณแม่ที่อยู่ในช่วงให้นมลูก

ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://thai.cri.cn/
ดูเพิ่มเติม




มะเร็งเป็นโรคร้ายที่ควรป้องกันไว้ตั้งแต่เนิ่นๆนะคะ เริ่มด้วยการทานเห็ดสามชนิดโดยนำมาปรุงอาหารยกเว้นการผัดน้ำมัน เห็ดจะช่วยบำรุงร่างกาย ถ้าได้ทานเป็นประจำก็จะช่วยป้องกันโรคร้ายนี้ได้ตั้งแต่ยังไม่เป็นค่ะ

[ภาพจาก: taopic.com]



เลือด...เป็นของเหลวที่มีความสำคัญต่อร่างกายมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ถ้าได้ดื่มน้ำกระเจี๊ยบแดงต้มกับพุทราจีน ก็จะช่วยล้างหลอดเลือดในร่างกาย ช่วยให้สุขภาพแข็งแรงขึ้นได้ครับ 

วิธีรักษาสิวเสี้ยน




สิวเสี้ยน (Trichostasis Spinulosa) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ตั้งแต่วัยรุ่น วัยกลางคน จนถึงวัยสูงอายุก็พบได้ สิวเสี้ยนเกิดจากความผิดปกติของต่อมรูขน (pilosebaceous follicles) โดยมีลักษณะคล้ายสิวอุดตันหัวดำ (black comedone) แ...ละมีกระจุกขนเล็กๆหลายเส้น ( vellous telogen hair ) แทรกอยู่ในหัวสิวอุดตันนั้นด้วย มีลักษณะเป็นจุดดำๆ เล็กๆ ตามใบหน้า หรือมีหนามแหลมๆ ยื่นออกมาทางรูขุมขนจำนวนมาก มักพบบริเวณปลายจมูก หน้าผาก ข้างแก้ม บริเวณคาง คอด้านหลัง ไหล่ หรือที่หลังบริเวณกระดูกสะบัก สิวเสี้ยน ในความหมายนี้คือกระจุกของเส้นขนอ่อนเล็กๆ หลายสิบเส้น และเซลผิวหนังที่ตายแล้ว (keratin) อุดตันอยู่ในรูขุมขน ไม่ยอมผลัดร่วงไปตามปกติ อีกความหมายหนึ่งของสิวเสี้ยนนั้น ผู้ป่วยใช้ในความหมายของก้อนไขมันอุดตันที่เรียกว่า คอมีโดน (comedone) ปกติ
ท่อต่อมไขมันและรูเปิดของรูขุมขนจะเชื่อมต่อกัน เมื่อต่อมไขมันผลิตไขมันแล้ว ไขมัน (sebum) นี้ จะออกมาตามรูขุมขนเพื่อทำหน้าที่ฉาบเคลือบผิวหนังด้านนอกให้มีความชุ่มชื้น ไม่แห้ง บางครั้งต่อมไขมัน ผลิตไขมันมากเกินไป ทำให้ไขมันหลั่งออกมาไม่ทัน เกิดเป็นก้อนอุดตันขึ้นมาในท่อรูขุมขน เรียกว่า ก้อนไขมันอุดตัน หรือคอมีโดน นั่นเอง บางครั้งก้อนไขมันอุดตันไม่มีรูเปิด ทำให้เห็นเป็นสิวหัวขาวฝังอยู่ในผิวหนัง สิวเสี้ยนที่จะกล่าวต่อไปนี้ คือสิวเสี้ยนในความหมายแรก สิวเสี้ยนหรือขนอุดตันเหล่านี้ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด และไม่มีความสัมพันธ์กับโรคอื่น นอกจากเป็นปัญหาในด้านความสวยงาม คือก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น

สิวเสี้ยนเกิดได้อย่างไร

กลไกการเกิดของสิวเสี้ยน ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด
แต่เชื่อว่าเกิดจากการสร้างเซลล์ขนมากผิดปกติ โดยมักจะเกิดบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก ดังนั้นผู้ที่มีผิวมันหรือบางบริเวณของผิวหนังที่มันมักจะเกิดสิวเสี้ยนได้ง่าย การเกิดสิวเสี้ยน มักจะเริ่มจาก มีการอุดตันเกิดขึ้นที่ท่อของต่อมไขมัน หรือต่อมไขมันมีขนาดใหญ่ มีการผลิตไขมันออกมาสู่ผิวจำนวนมาก จึงเกิดการอุดตันในรูขุมขน คล้ายคลึงกับสิวที่เกิดตามธรรมชาติ และไขมันที่ถูกสร้างขึ้นนั้นจะรวมตัวกับเซลล์ชั้นขี้ไคลจากผนังท่อ กลายเป็นก้อนที่เรียกว่า คอมีโดน ลักษณะสำคัญของสิวเสี้ยน ที่ต่างจากสิวธรรมดา คือ นอกจากจะมีการอุดตันของไขมัน หรือคอมีโดน เป็นก้อนขาวๆแล้ว ยังมีขนที่คุดคู้อยู่ข้างในด้วย คือในรูขุมขนแทนที่จะมีขนเพียง 1 เส้น แต่กลับมีขนอ่อนเส้นเล็กๆหลายเส้นอัดกันแน่น รวมตัวกับเซลล์ชั้นขี้ไคล และถูกห่อหุ้มด้วยผนังท่อต่อมไขมัน เกิดการอุดตัน และทำให้การหลุดร่วงของเส้นขนเล็กๆนั้นไม่เป็นไปตามปรกติคือหลุดออกได้ยากกว่าปกติ ถ้าลองบีบดูจะเห็นเป็นเส้นสีขาวเหมือนตัวหนอน และหากส่องด้วยแว่นขยาย จะเห็นขนอ่อนจำนวนมาก ประมาณ 6-50 เส้น ทำให้นอกจากมีลักษณะเป็นจุดดำๆ แล้ว ยังมีหนามแหลมๆ ยื่นออกมา มองเห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะเวลาใช้มือคลำจะรู้สึกสะดุดเป็นหนาม

ลักษณะของสิ้วเสี้ยนที่เกิดบริเวณปลายจมูก
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดสิวเสี้ยน

1. ฮอร์โมนเพศในร่างกาย ซึ่งมีผลกระตุ้นต่อมไขมัน ให้ทำงานมากขึ้น ผลิตไขมันออกมามาก อาจทำให้เกิดการอุดตันได้ง่ายขึ้น
2. การรบกวนผิวมากๆ เช่น การเช็ดถูหน้าแรงๆ, การขัดหรือนวดหน้า ซึ่งอาจรบกวนรูขุมขน หรือต่อมไขมัน ทำให้รูขุมขน หรือรากขนนั้นแตก ขนจึงมีโอกาสที่จะคุดอยู่ข้างในได้

การรักษาสิวเสี้ยน

1. การทายารักษาสิวเสี้ยน

1.1) ใช้กรดวิตะมินเอ (retinoic acid) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยละลายการอุดตันของต่อมไขมัน ลดการเกาะตัวของเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์บริเวณรูขุมขน จึงป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนใหม่ และทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้ง่าย ข้อควรระวังคือ กรดวิตะมินเอ ทำให้เกิดการระคายเคืองของผิวหนังได้ง่าย อาจทำให้ผิวแห้ง แสบและลอก และหน้าแดงได้ จึงควรทากรดวิตะมินเอ เฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก หรือคางที่มีสิวเสี้ยน วันละครั้งก่อนนอน หลีกเลี่ยงการทาบริเวณรอบดวงตา รอบจมูก หรือรอบปากซึ่งผิวหนังบริเวณดังกล่าวนี้บางกว่าบริเวณอื่น ส่วนใหญ่ควรทากรดวิตะมินเอ อย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อน ถ้าสิวเสี้ยนไม่หลุดออกมาเอง อาจกดออก โดยมากมักจะเริ่มเห็นผลว่าสิวเสี้ยนมีปริมาณลดลง เมื่อใช้ยาชนิดนี้นาน 3-4 เดือน บางรายอาจทำให้มีสิวมากขึ้นในช่วง 3-4 สัปดาห์แรกของการใช้ยาได้ และควรใช้ครีมกันแดดทาทั่วหน้าในตอนเช้า เพราะการทากรดวิตะมินเอนั้น อาจทำให้ผิวหน้าไวกว่าปกติ หากโดนแสงแดดอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองของผิวหน้าได้

1.2) ใช้ยาทากลุ่มเบนซิลเปอร์ออกไซด์ ( benzoyl peroxide) โดยใช้ทาทั่วหน้าก่อนล้างหน้าวันละ 2 ครั้ง คือตอนเช้าและเย็น หรือก่อนนอน แล้วทิ้งไว้ 5 -10 นาที หรืออาจทิ้งไว้นานกว่านี้ได้ ถ้าผู้ใช้มีผิวมัน และรับยาได้ดี แล้วจึงล้างหน้าออกด้วยน้ำสะอาด ยานี้ออกฤทธิ์โดยลดปริมาณไขมันที่ผิวหนัง และช่วยละลายสิ่งสกปรกที่อุดตันตามรูขุมขน จึงลดการอุดตันของต่อม
ไขมันได้ แต่อาจทำให้หน้าแดง แสบ แห้งเป็นขุยได้ เริ่มต้นควรใช้ขนาดความเข้มข้นต่ำก่อน เมื่อผิวหนังเริ่มชินกับยา จึงเพิ่มระยะเวลาให้ยาสัมผัสผิวนานขึ้น และเพิ่มความเข้มข้นของยาได้ ไขมันที่อุดตันมักถูกละลายโดยยาทาทั้ง 2 ชนิดนี้ แต่ขนที่คุดเป็นเส้นดำๆ อยู่ใต้ผิวนั้นมักจะไม่ยอมหลุด อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วยเช่น การกดออก ยาทาทั้ง 2 ชนิดนี้อาจก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนได้ จึงควรใช้ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์ แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงชนิดเดียวก่อนก็ได้ ถ้าไม่ได้ผล อาจให้ใช้ยา 2 ชนิดร่วมกัน

2. การใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยน โดยอาจจะอยู่ในรูปของแผ่นแปะจมูกที่เคลือบสารที่ทำให้ติดแน่น แปะที่จมูกและทิ้งไว้ระยะหนึ่ง แล้วค่อยดึงออก หรือ ใช้สาร cyanoacrylate polymer glue ซึ่งมีคุณสมบัติในการติดแน่น คล้ายคลึงกับกาวตราช้าง ทาบนแผ่นสไลด แล้วนำไปวางบริเวณที่มีสวเสี้ยน แล้วดึงออก สิวเสี้ยนจะหลุดติดออกมา วิธีนี้ได้รับความนิยมค่อนข้างมาก ราคาไม่แพง พอทำ ให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้บ้าง แต่มักกำจัดสิวเสี้ยนได้ไม่หมด และไม่สามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้ทุกที่ แต่ควรระมัดระวัง เพราะสารเคมีที่ใช้ อาจก่อให้เกิดการแพ้ได้ และไม่ควรใช้เกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

3. ใช้เครื่องมือกดสิว ( comedone extractor ) กดตามบริเวณที่เป็นสิวเสี้ยนดำ ถ้าเป็นสิวหัวดำก็จะมีก้อนไขมันสีดำกลมๆ เล็กๆ ผุดออกมา ถ้าเป็นสิวเสี้ยนชนิดเส้นขนอุดตันก็จะได้กระจุกของเส้นขนอุดตัน แต่วิธีนี้ต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะอาจทำให้ ผิวหนังระคายเคืองได้ และหากกดไม่ถูกวิธี สิวอุดตันอาจจะแตกออกจากท่อรูขุมขนโดยยังฝังอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อตามมาได้

4. การลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ (chemical Peeling) เป็นกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการลอกหลุดของเซลล์ผิวหน้า รวมทั้งไขมันที่อุดตัน ด้วยกรดผลไม้ (Alpha Hydroxy Acid: AHA) หรือ trichloracetic acid (TCA) ทำให้สิวเสี้ยนง่ายต่อการกดออก อย่างไรก็ตาม การลอกผิวหน้าหรือการกดออกมักได้ผลในระยะเวลาสั้นๆ อาจต้องทายาร่วมด้วยเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ

5. มาสก์ผิวด้วยไข่ขาว เป็นวิธีที่เก่าแก่ แต่ช่วยให้สิวเสี้ยนลอกตัวออกมาได้บ้าง โดยทาไข่ขาว บางๆ ที่จมูกหรือข้างแก้ม แล้วนำกระดาษซับหน้าเพียงชั้นเดียว หรือกระดาษชำระคลี่ให้บาง แปะทับลงไป ปล่อยให้แห้ง แล้วจึงดึงออก จะมีสิวเสี้ยนหลุดติดออกมาด้วย

6. การใช้เครื่อง IPL (intense pulse light) เนื่องจากสิวเสี้ยน คือ กระจุกขนที่อัดแน่นบริเวณรูขุมขน การกำจัดขนด้วยเครื่อง IPL จึงสามารถทำให้ขนที่คุดคู้เหล่านี้หลุดออกได้ เมื่อทำควบคู่กับการลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ และการทายารักษาสิวเสี้ยน วิธีนี้จะช่วยป้องกันการเกิดเซลล์ขนใหม่ในบริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งได้ผลดี ผลข้างเคียงน้อย และสามารถทำได้ทุกบริเวณของร่างกายที่มีสิวเสี้ยน

7. การใช้เลเซอร์ มักจะกำจัดจุดดำๆ จากสิวเสี้ยนได้มากกว่าร้อยละ 50 และเมื่อทำหลายๆ ครั้งสามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้เกือบหมด แต่ไม่ช่วยในเรื่องรูขุมขนที่กว้าง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดสิวเสี้ยนได้อีก หลังทำอาจมีผลข้างเคียงคือรอยแดงบริเวณรูขุมขน ประมาณ 2-3 วัน รอยแดงดังกล่าวมักจะหายได้เอง วิธีนี้ใช้ได้ผลดีในกรณีของสิวเสี้ยนหัวดำ แต่ค่าบริการค่อนข้างแพง สิวเสี้ยนนั้น หากไม่รำคาญมากนัก อาจทิ้งไว้เฉยๆ ก็ได้ เพราะธรรมชาติมักจะค่อยๆขจัดออกไปเอง ไม่ต้องเสี่ยงต่อผลแทรกซ้อนจากการใช้ยาหรือการใช้กรรมวิธีต่างๆ ที่กล่าวมา สิวเสี้ยนนั้น ยังไม่มีวิธีที่จะรักษาให้หายขาดได้ 100 % ภาวะดังกล่าวสามารถรักษาให้ทุเลาลงได้ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสม

การป้องกันการเกิดสิวเสี้ยน

การรักษาสิวควรควบคู่กับการป้องกัน เพราะรูขุมขนที่กว้างนั้น ง่ายต่อการเกิดการหมักหมม ของสิ่งสกปรกและจุลินทรีย์ ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้รูขุมขนกว้าง และการรบกวนรูขุมขน เช่น การนวดหน้า การขัดหน้า การเช็ดถูหน้าแรงๆ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ใช้ยาทาป้องกัน สิวเสี้ยนพวกกรดวิตะมินเอ และเบนซิลเปอร์ออกไซด์ หลังจากล้างหน้าแล้วควรใช้โทนเนอร์ที่ไม่ผสมน้ำมัน เช็ดสิ่งสกปรกที่ตกค้างออก และอาจลอกหน้าด้วยกรดผลไม้ เพื่อขจัดเซลล์ที่ตายแล้วอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หรือ ทุก 2 สัปดาห์ ไม่ควรบีบหรือ กดสิวเอง เพราะอาจทำให้เกิดสิวอักเสบ และการติดเชื้อลุกลามได้ คนผิวมัน มีโอกาสเกิดสิวเสี้ยนได้ง่าย เนื่องจากต่อมไขมันมีขนาดโต และมีปริมาณน้ำมัน ออกมาฉาบผิวค่อนข้างมาก จึงเกิดการอุดตันปิดปากรูขุมขนได้ง่าย การลดความมันของใบหน้า จึงช่วยป้องกันการเกิดสิวเสี้ยนได้

วิธีลดความมันของผิวหน้าและลดการอุดตันของรูขุมขน

1. เลือกใช้เครื่องสำอางที่ช่วยดูดซับความมันของผิว และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเนื้อเบา ชนิดโลชั่นจะดีกว่าชนิดครีม และใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อย จะช่วยลดการอุดตันบริเวณรูขุมขน

2. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ AHA ซึ่งช่วยผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่ตกค้างออก และลดการเกิดสิวเสี้ยนได้

3. เครื่องสำอางหลายชนิด มีส่วนผสมของกรดวิตะมินเอ ซึ่งนอกจากจะช่วยต่อต้านริ้วรอยแล้ว ยังช่วยเร่งการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวด้วย แต่ข้อเสียคือ อาจเกิดการแพ้ได้ง่าย จึงอาจเลือกใช้วันเว้นวัน และควรทาตอนผิวแห้งสนิท เนื่องจากปฏิกิริยาระหว่างกรดวิตะมินเอกับน้ำ อาจทำให้ผิวลอกตัวมากขึ้น และควรเลือกใช้เครื่องสำอางชนิดที่ไม่มีไขมัน (oil free) เป็นส่วนประกอบ

4. การซับหน้าในระหว่างวัน โดยใช้กระดาษซับหน้า กดซับความมันที่ผิวออก เป็นวิธีง่ายๆ ที่ช่วยลดความมันของผิวได้เช่นกัน

5. การอบไอน้ำให้กับผิว ช่วยทำความสะอาดผิวหน้า ลดสิ่งสกปรกที่คั่งค้างบนผิวได้ดี เหมาะสำหรับคนผิวมัน ควรทำสัปดาห์ละครั้ง

6. การล้างหน้า ควรล้างด้วยสบู่อ่อน (ที่ใช้สารเคมีที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าไม่ก่อให้เกิดสิว) ที่เหมาะสำหรับผิว และน้ำสะอาด วันละไม่เกิน 2 ครั้ง ไม่ควรล้างหน้านานๆ หรือถูแรง ๆ การใช้สบู่มากเกินไปอาจทำให้เกิดสิวได้

7. ควรรับประทานอาหารให้ได้สัดส่วน รับประทานไขมันให้น้อยที่สุด รับประทานผักสด ผลไม้มากๆ ดื่มน้ำสะอาดวันละ 6-8 แก้ว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.si.mahidol.ac.th/ 
ดูเพิ่มเติม

เทคนิคบริหารนิ้วมือ...ลดเสี่ยงโรค "นิ้วล็อก"



หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าอาการนิ้วล็อก เกิดเฉพาะในผู้หญิงที่ชอบชอปปิงและถือของหนักเท่านั้น แต่ความจริงแล้วเกิดได้กับทุกคนที่ชอบใช้งานในลักษณะเกร็งนิ้วบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น นักช้อป นักแชต หรือกลุ่มพ่อบ้านแม่บ้านที่หิ้วของหนัก ๆ บิดผ้าแรง ๆ ซึ่งถึงแม้โรคนี้จะเป็นโรคที่ไม่เป็นอันตรายร้ายแรงถึง แก่ชีวิต แต่ถ้าเรารู้จักป้องกันก็จะไม่เกิดความเจ็บปวดและสร้างความรำคาญใจเนื่องจากใช้นิ้วมือไม่ถนัดได้

ทั้งนี้ แพทย์อายุรเวท วิภาพร สายศรี จาก Doctor Care Clinic ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนิ้วล็อกว่า เป็นอาการของนิ้วมือที่ไม่สามารถยืดออกหรืองอเข้าได้ เนื่องจากมีการอักเสบของเส้นเอ็นบริเวณนิ้วมือ ในระยะแรกจะมีอาการปวดเป็นหลัก ขยับนิ้วงอเหยียดจะทำให้ปวดและอาจมีเสียงดังกึกเกิดขึ้น แต่ยังสามารถกางนิ้วออกได้ ในระยะหลังมีอาการรุนแรงมากขึ้น เมื่อมีอาการติดล็อกเป็นอาการหลัก โดยเมื่องอนิ้วลงไปแล้วจะไม่สามารถเหยียดออกมาได้ ต้องเอามือข้างหนึ่งมาช่วยแกะออก บางรายมีอาการอักเสบบวมมาก ถ้าใช้นิ้วเหยียดออกมาจะปวดมาก มีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน พบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในช่วงอายุประมาณ 40-50 ปี

ปัจจัยส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานที่ต้องใช้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อบริเวณนิ้วซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกัน เช่น การทำงานบ้าน ซักผ้า บิดผ้า ใช้กรรไกรตัดผ้า ตัดกิ่งไม้ พิมพ์งานตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ชอบเล่นกีฬา เช่น กอล์ฟ เทนนิส นักดนตรีประเภทไวโอลิน อย่างไรก็ตามเมื่อเป็นแล้วมีโอกาสหายได้ ถ้าผู้ป่วยหมั่นทำกายภาพ เช่น การแช่มือในน้ำอุ่น บริหารนิ้วมือบ่อย ๆ โดยการขยับหรือกำลูกบอล หลีกเลี่ยงการใช้งานที่ต้องใช้มือเป็นเวลานาน ๆ ถ้าเลี่ยงไม่ได้ควรหยุดพักมือบ่อย ๆ เป็นระยะ เช่น ใช้งาน 45 นาที ควรพักมือประมาณ 10 นาที

สำหรับวิธีฝึกท่าบริหารนิ้วมือมีดังนี้
1. กำลูกบอลหรือกำแบฝ่ามือ นิ้วมือ เมื่อมีเวลาว่างหรือบริหารในเวลาที่ต้องใช้มือเป็นเวลานาน ๆ
2. กดบริเวณฝ่ามือที่มีพังผืดหนาตัวขึ้นมาบริเวณฐานนิ้ว ค่อย ๆ กดคลึงไปเรื่อย ๆ จะรู้สึกว่าก้อนพังผืดคลายลง
3. ยืดฝ่ามือและนิ้วมือโดยการใช้มือข้างหนึ่งมาจับปลายนิ้วมือแล้วค่อย ๆ ดึงขึ้นช้า ๆ ค้างไว้ประมาณ 10 วินาที ดังนั้นหากใครที่ชอบใช้นิ้วมือบ่อย ๆ อย่าลืมฝึกบริหารนิ้วมือตามข้อแนะนำข้างต้น เพื่อป้องกันการเกิดโรคนิ้วล็อกนั่นเอง.

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากhealthcorners

กระเทาะคุณค่า "มะเขือเปราะ"



ในบ้านเรามีพืชผักสมุนไพรหลายอย่างที่ช่วยชูรสอาหาร อีกทั้งยังให้ประโยชน์แก่ร่างกายมากอีกด้วย อย่าง "มะเขือเปราะ" ก็เป็นมะเขืออีกชนิดหนึ่งที่เรานิยมนำมาประกอบในอาหาร ไม่ว่าจะเป็นแกงเขียวหวาน แกงป่า หรือบางคนก็นิยมกินสดๆ จิ้มน้ำพริก หรือใส่ในยำต่างๆ ก็ได้รสอร่อยเช่นกัน

สำหรับประโยชน์มะเขือเปราะนั้นก็มีมากทีเดียว โดยในอินเดียนั้นจะนำมะเขือเปราะมาทำเป็นยา โดยผลมะเขือเปราะนั้นจะช่วยขับพยาธิ ลดการอักเสบ ช่วยย่อยอาหารและช่วยในการขับถ่าย อีกทั้งยังมีงานวิจัยที่พบว่าผลมะเขือเปราะมีฤทธิ์ลดการบีบตัวกล้ามเนื้อเรียบ ต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ และลดความดันเลือด และยังลดปริมาณน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานได้อีกด้วย โดยสารสกัดจากมะเขือเปราะนั้นจะออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน โดยช่วยเสริมการใช้งานกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ และมีผลเชิงบวกต่อการทำงานของตับอ่อน นอกจากนั้นยังมีวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 2 วิตามินซีอีกด้วย

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากhealthcorners

10 สูตรวิธีรักษาสิวและทำให้หน้าใส ด้วยขมิ้นชัน



สำหรับใครที่กำลังมองหาสูตร วิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ หรือวิธีทำให้หน้าใสแบบธรรมชาติ…อย่าได้พลาดค่ะ วันนี้เราได้รวบรวมสูตรวิธีมากมายเกี่ยวกับการรักษาสิวด้วยขมิ้น รวมถึงสูตรหน้าใสด้วยขมิ้นมาฝากค่ะ ซึ่งเป็นสูตร เป็นภูมิปัญญาของคนสมัยแต่ก่อน สำหรับสาวๆ แล้วการใช้ขมิ้นทาผิวหน้าจะทำให้ผิวหน้านุ่มนวล คนมาเลเซียและคนไทยสมัยก่อนจะใช้ขมิ้นในการอาบน้ำ ทำให้ผิวผ่องยิ่งขึ้น วิธีการอาบน้ำด้วยขมิ้นนั้น จะทาขมิ้นหมักไว้ที่ผิวหนังสักพัก แล้วจึงขัดออกด้วยส้มมะขามเปียก นอกจากทำให้ผิวหนังนุ่มนวลแล้ว ขมิ้นยังมีสรรพคุณในการป้องกันการงอกของขน ผู้หญิงอินเดียจึงใช้ขมิ้นทาผิวหนัง เพื่อป้องกันไม่ให้ขนงอก คนพม่าเชื่อว่าถ้าใช้ขมิ้นผสมสมุนไพร ที่ชื่อทาคาน่า ทาผิวเด็กสาวตั้งแต่ยังเล็กๆ จะทำให้เนื้อผิวละเอียดสวยชนิดที่หนุ่มมองได้ไม่วางตาเชียวละค่ะ
มารู้จัก ”ขมิ้น” กันเถอะ

“ขมิ้นชัน” เป็นพืชสมุนไพร และประโยชน์ของขมิ้นชันกับผิวนั้นไม่ได้แค่ต่อต้านหรือลดการอักเสบหรือรักษาสิวเท่านั้น แต่ยังใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัวเพื่อให้มีสีผิวกระจ่างขึ้นด้วยเมื่อใช้เป็นประจำและช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิดยังช่วยบำรุงให้สีผิวกระจ่างขึ้นด้วยเมื่อใช้เป็นประจำ ขมิ้นชันได้รับการยอมรับว่าช่วยลดการอักเสบและลดการระคายเคืองเมื่อนำมาใช้กับผิว อย่างที่รู้กันว่าสิวนั้นเกิดจากแบคทีเรีย P.acne ที่ทำให้เกิดการอักเสบหรือบวมแดงที่เราเห็น ซึ่งก็ได้มีการวิจัยว่าขมิ้นชันสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ได้และสามารถผสมใช้ร่วมกับNeem oil, Tea Tree oil เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ยังมีการวิจัยอื่นที่บอกอีกว่าขมิ้นชันช่วยปรับสภาพผิวเพื่อให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่มีการผสมขมิ้นชันในเครื่องสำอางที่ขายตามท้องตลาดมากมาย

สูตรวิธีรักษาสิวและทำให้หน้าใส
1 สูตรขมิ้นสด + ดินสอพอง + น้ำมะนาว
สูตรนี้ช่วยบำรุง: ผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว

ส่วนผสม
ขมิ้นสด (เล็กน้อย)
ดินสอพอง 2-3 เม็ด
มะนาว 1 ผล

วิธีทำ
นำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นรวมกับดินสอพองและมะนาว จนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียวใช้สำหรับนำมาพอกกับหน้าที่สะอาดแล้วก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วย ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้งภายในเวลาไม่ถึงเดือนจะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้มะนาว จะทำให้ผิวนวลเนียนขึ้นสามารถสัมผัสได้ และเมื่อผสมรวมกันกับผักแว่น ก็จะยิ่งทำให้ผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

2 สูตรดินสอพองผสมน้ำมะนาว หรือน้ำมะขามเปียก
สูตรนี้ช่วยบำรุง: เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวมัน รูขุมขนกว้าง และมีสิวเสี้ยน สูตรนี้สามารถเปลี่ยนจากน้ำมะนาวมาเป็นน้ำมะขามเปียกก็ได้ค่ะ
ผลที่ได้ : จะช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น รูขุมขนกระชับ และความมันลดลง ให้ผลเร็ว 1-3 วันเห็นผลแน่นอน สิวแห้ง ยุบลง

ส่วนผสม
ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่
น้ำมะนาว 2 ช้อนชา

วิธีทำ
นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียดด้วยภาชนะที่สะอาด ผสมน้ำมะนาวลงไป คนให้เข้ากัน (มันจะกลายเป็นครีมข้นๆ)
 ดินสอพองจะพองตัวขึ้นและมีฟองอากาศ นั่นเพราะดินสอพองกำลังทำปฏิกิริยากับกรดในน้ำมะนาวนั่นเอง
จากนั้นทาครีมดินสอพองจนทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา หรือจะแต้มเฉพาะตรงที่หัวสิวก็ได้ค่ะ ทิ้งไว้ 15 - 20 นาทีหรือจะทาก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้าก็ได้

วิธีล้าง
ให้ล้างด้วยน้ำอุ่น แล้วใช้ผ้าเช็ดเบา ๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน
จากนั้นล้างอีกครั้งด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน
ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง

3 สูตรผงขมิ้นผสมกับน้ำมะนาว
สูตรนี้ช่วยบำรุง: ก็เป็นอีกสูตรที่ใช้กันเยอะ โดยเฉพาะคนที่เป็นสิวเยอะมากบนใบหน้า พอลองใช้สูตรนี้แล้วพบว่า ช่วยลดอาการบวมแดงจากสิว สิวยุบเร็ว สิวและรอยสิวลดลง และหน้าเนียนขึ้นด้วย

วิธีทำ
ผสมผงขมิ้นชันกับน้ำมะนาว หรือถ้าอยากให้ข้นสามารถผสมกับน้ำมันต่างๆได้และแต้มที่สิวก่อนนอน หรือจะพอกทั่วทั้งใบหน้าก็ได้ ถ้าหากคุณเป็นสิวบนใบหน้าเยอะมาก โดยไม่ต้องล้างออก ทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง หรือจนคุณทนไม่ได้เพราะเมื่อพอกแล้วมันจะรู้สึกแสบหน้าค่ะ แต่ถ้าทิ้งข้ามคืนได้จะดีมากกกค่ะ

4 สูตรผงขมิ้นผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง
สูตรนี้ช่วยบำรุง: ช่วยให้สิวยุบเร็วและช่วยบำรุงผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย
ผลที่ได้ : ช่วยให้สิ้วเสี้ยนหลุด สมานผิวและรูขุมขนกระชับขึ้น ช่วยรักษาแผลที่เกิดจากสิวอักเสบ ไม่ให้เกิดเป็นแผลเป็น ทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม

วิธีทำ
ครีมขัดและพอกหน้า นำขมิ้นผงผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง จากนั้นล้างหน้า ให้สะอาดแล้วนำขมิ้นที่เตรียมไว้ขัดใบหน้าเบา ๆ จนทั่วพอกไว้อย่างนั้นประมาณ 5 นาที ล้างออกได้ด้วยน้ำอุ่น ๆ

หรืออีกวิธี คือ ใช้เหง้าขมิ้นสดมาหั่นบาง ๆ แล้วตากแห้ง นำมาบดเป็นผงให้ละเอียดผสมกับน้ำนมทาตัวเอาไว้ก่อนจะอาบน้ำทิ้งไว้ 10 - 20 นาที เป็นอย่างน้อย แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือตามด้วยการอาบน้ำชำระร่างกาย ผลที่ได้รับคือ ช่วยให้ผิวนุ่มนวลเนียน แก้โรคผดผื่นคัน หรือจุดด่างดำบนร่างกายให้หายไป

5 สูตรขมิ้นชันสด
สูตรนี้ช่วยบำรุง: สำหรับคนที่ใช้ขมิ้นผงแล้วแพ้ เปลี่ยนมาใช้แบบสดดีกว่าค่ะ (เพราะเคยมีคนที่เกิดอาการแพ้ขมิ้นผง พอเปลี่ยนมาใช้แบบสดก็สามารถใช้ได้ไม่เกิดอาการแพ้ค่ะ)
ผลที่ได้ : ผิวเนียนขึ้น สิวอุดตัน สิวอักเสบ หายหมดค่ะ

วิธีใช้
 - นำขมิ้นชันสดมาปลอกเปลือก แล้วนำไปปั่นแล้วเอาไปใส่กระปุกแช่ตู้เย็นไว้ค่ะ พอครบ 1 อาทิตย์ ก็ทำใหม่ค่ะ
 - ใช้คอตต้อนบัด จิ้มๆ น้ำแล้วนำมาทาหน้า ก่อนล้างหน้า 10-15 นาที
 - ควรใช้ตอนเย็น เพราะหน้าจะเหลือง ต้องล้างประมาณ 2 ครั้งถึงจะออกค่ะ

6 สูตรน้ำผึ้ง
“น้ำผึ้ง” มีสรรพคุณลดการอักเสบ และติดเชื้ออยู่ด้วย และเร่งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่น้ำผึ้งจึงใช้สมานบาดแผลชนิดต่างๆ

สูตรนี้ช่วยบำรุง: สูตรน้ำผึ้งนี้เหมาะสำหรับคนผิวแห้ง แพ้ง่าย มะนาวอาจจะทำให้เกิดความระคายเคืองและแห้งมากขึ้น สูตรนี้จึงใช้น้ำผึ้งที่มีคุณสมบัติสมานผิวเข้ามาแทนที่ และยังเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยน้ำมันงา

ส่วนผสม
ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่
น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา
น้ำเปล่า 1/2 ช้อนชา
น้ำมันงา 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ
นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียด ผสมน้ำผึ้งและน้ำมันงา (หรือน้ำมันมะกอกก็ได้) คนให้เข้ากัน น้ำมาพอกให้ทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ 15 - 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด หลังล้างหน้าจะมีความมันของน้ำมันงาหลงเหลืออยู่บ้าง หากไม่ชอบให้ล้างด้วยน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น

7 สูตรน้ำนมขมิ้น
สูตรนี้ช่วยบำรุง: น้ำนมมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น และบวกกับขมิ้นที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย แก้ผดผื่นคัน และบำรุงผิวให้เปล่งปลั่งด้วย สูตรนี้เหมาะกับทุกสภาพผิว

ส่วนผสม
ดินสอพองสะตุ 4 - 5 เม็ดใหญ่
นมสด 2 ช้อนชา
น้ำขมิ้น 1 ช้อนชา

วิธีทำน้ำขมิ้น
นำหัวขมิ้นมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นแว่นแล้วตำจนแหลก
ผสมน้ำเล็กน้อย กรองเอาน้ำด้วยผ้าขาวบาง

วิธีทำ
บดดินสอพองสะตุจนละเอียด แล้วคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 15 - 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด
8 สูตรขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม

ส่วนผสม
นำขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม

วิธีทำ
นำมาบดผสมกัน ใช้พอกหน้า และตัวเพื่อบำรุงผิวได้ (ถ้าผิวมันใช้ผสมกับน้ำมะกรูดเผาไฟ ถ้าผิวแห้ง ใช้ผสมกับน้ำผึ้ง หรือ นมสด) ควรพอกประมาณ 5 - 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยน้ำเย็น สลับกัน

9 สูตรดินสอพอง ผสมกับขมิ้น
ขมิ้น มีสรรพคุณ ฆ่าเชื้อโรคอ่อน ๆ มันก็สามารถบรรเทาอาการสิวคุณได้

วิธีทำ
นำดินสอพองมาผสมกับผงขมิ้น คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว แต่ถ้าจะเอามาพอกหน้า ควร ลด ขมิ้นผงลง เพราะคุณอาจจะกลายเป็น ดีซ่านได้
10 ดินสอพอง ผสมกับไพล

ไพล เป็น ญาติกับ ขมิ้น แต่ไพล มีสีเหลืองนวล อ่อนกว่า ขมิ้น
มีสรรพคุณช่วย บำรุงผิว ลดอาการระคายเคือง วิธีทำ นำดินสอพองมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว

วิธีทำ
นำดินสอพองมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว หรือนำไปพอกหน้าก็ได้

หวังว่าบทความนี้ คงจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย สำหรับผู้ที่กำลังประสบกับปัญหาสิว และมองหาวิธีรักษาสิวแบบธรรมชาตินะค่ะ
เรียบเรียงข้อมูลโดย : acnecaresite.blogspot.com
ขอขอบคุณข้อมูลเพิ่มเตอมจาก : info.muslimthaipost.com
ขอขอบคุณภาพจาก : thaihealth.or.th

มะนาวล้างสารพิษ





ในแต่ละวัน ร่างกายของเราได้รับสารพิษเข้าไปมากมาย ไม่ว่าจะทางอาหารการกิน หรือทางลมหายใจ การล้างสารพิษที่หมักหมมในตัวออกไป จะทำให้ร่างกายแข็งแรง เลือดลมเดินสะดวก ถ้าทำเป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและรักษาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วน ช่วยหุ่นเพรียวสวยได้ด้วย
ล้างพิษกาย ล้างพิษใจ....

หัวใจสำคัญในการล้างพิษใน 1 วัน คือ จะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 กิโลกรัม เพื่อให้ระบบย่อยและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่คุณจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มีเนื้อสัตว์เข้ามาปะปนเด็ดขาด เข้าใจกันดีแล้วต่อไปเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษกันเลยดีกว่า
 1. เลือกผลไม้ที่คุณชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยาก ทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้
 2. ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละกอสุก หรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบอย่างอื่นเด็ดขาด
 3. พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้
 4. มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป
 5. วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า คุณจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2 ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษ ตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น จึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูกดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วคุณจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษของเราต้องเสียเปล่าไป

วิธีเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาว
 อุปกรณ์
 1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด
 2. มะนาว 4 ลูก
 3. เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน
 วิธีทำ
 1. ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูก และเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าให้เข้ากัน
 2. มะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระ
 3. หลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที คุณจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำ นั่นคือ อาการปกติ หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มทานอาหารได้กระบวนการล้างพิษจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง ล้างพิษกายด้วยมะนาวแล้ว อย่าลืมล้างพิษใจด้วยธรรมะกันนะครับ สุขภาพกายและใจจะได้สมบุรณ์แข็งแรงกันถั้นหน้า

ด้วยความปรารถนาดีจากสวนมะนาวมั่งมี
หนึ่งโครงการเกษตรปัญญาและการพัฒนาที่ยั่งยื่น
ของตรัยะธรรมสถาน อาศรมสถานแห่งการภาวนาตามแนวไตรสิกขาและเศรษฐกิจพอเพียง
 .......สนใจเยี่ยมชมศึกษาเกษตรปัญญา เชิญนะครับ.....

ใบย่านางพืชมหัศจรรย์ สรรพคุณเลิศล้ำ




ย่านางเป็นพืชสมุนไพร ที่ใช้เป็นอาหารและเป็นยามาตั้งแต่โบราณ หมอยาโบราณภาคอีสาน เรียกชื่อทางยาของย่านางว่า "หมื่นปี บ่ เฒ่า" แปลเป็นภาษากลางว่า "หมื่นปีไม่แก่" กระผมพบความมหัศจรรย์ของย่านางครั้งแรก เมื่อคุณแม่ของกระผมตกเลือดจากมดลูกอย่างรุ่นแรง หลังจากที่กระผมตัดสินใจใช้ย่านาง เป็นสมุนไพรหลักในการบำบัด อาการของคุณแม่ก็ทุเลาอย่างรวดเร็วภายใน 3 วัน เลือดหยุดไหล เมื่อใช้ย่านางบำบัดต่อเนื่องอีก 3 เดือนต่อมา มดลูกที่โต 16 เซนติเมตร ก็ยุบลงเหลือเท่าขนาดปกติ คือ เท่าผลชมพู่ ผิวมดลูกที่ขรุขระเหมือนหนังคางคกหายไป อาการตกขาวก็หายไปด้วย

ต่อมากระผมทดลองใช้ย่านางกับผู้ป่วยมะเร็งตับ ผู้ป่วยก็อาการดีขึ้น เมื่อครบ 3 เดือนไปตรวจอุลตราซาวด์ พบว่ามะเร็งฝ่อลง จากนั้นก็ทดลองกับผู้ป่วยโรคเกาต์ให้ดื่มน้ำย่านางต่อเนื่อง 3 เดือน อาการปวดข้อหายไป ไปตรวจที่โรงพยาบาลไม่พบโรคเกาต์ ซึ่งทางการแพทย์แผนปัจจุบัน บอกว่าเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ได้ทดลองกับผู้ป่วยเบาหวานและความดันโลหิตสูง หลังจากดื่มน้ำย่านางต่อเนื่อง พบว่าสามารถลดน้ำตาลในเลือด และลดความดันโลหิตได้ หลังจากนั้นกระผมได้ข้อมูลจากคนแก่อายุ 77 ปี คนหนึ่งที่ดื่มน้ำย่านางต่อเนื่องกัน 1 เดือน พบว่าผมที่เคยขาวกลับเปลี่ยนเป็นสีเทา และมีสีดำแซม ลูกสาวของคนแก่ดังกล่าวเชื้อราทำลายเล็บ รักษาด้วยการทา และกินยาแผนปัจจุบันไม่หาย พอดื่มน้ำย่านางได้ 10 วัน ก็ทุเลาอย่างรวดเร็ว

กระผมได้ทดลองให้น้ำย่านางกับผู้ป่วยอีกหลายโรคหลายอาการไม่ว่าจะเป็นอาการไข้ขึ้น ปวดหัว ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตุ่ม ผื่นคัน และอาการอื่น ๆ ก็พบว่าอาการทุเลาอย่างรวดเร็ว กระผมได้ข้อมูลจากผู้ป่วยหลายคนที่นำย่านางไปใช้บำบัดรักษาให้ทุเลาเบาบางหรือหายได้

ดังนั้น กระผมจึงได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับย่านาง เผื่อว่าย่านางอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยบำบัด บรรเทาทุกข์จากโรคภัยไข้เจ็บของญาติพี่น้องของเพื่อนร่วมโลกได้บ้าง

หมอเขียว

ประสบการณ์การใช้ ตามแนวธรรมชาติบำบัด (โดยหมอเขียว)

จากประสบการณ์ที่กระผมได้ใช้ใบย่านางกับผู้ป่วยพบว่า ใบย่านางมีฤทธิ์เย็น จึงใช้ใบย่านางปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาอาการอันเกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน

กระผมพบว่า ใบย่านางเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้ในการป้องกัน คุ้มครองรักษา และฟื้นฟูลเซลล์ร่างกายของคนในยุคนี้ เพราะคนส่วนใหญ่จะมีภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน อันเนื่องมาจากผู้คนส่วนใหญ่มีความเครียดสูง มักถูกบีบคั้น กดดันจากสภาพสังคมและเศรษฐกิจ ให้ต้องแก่งแย่งแข่งขัน เร่งรีบ เร่งร้อน สิ่งแวดล้อมก็มีมลพิษมากขึ้น ต้นไม้ที่ให้ออกซิเจน ร่มเย็น ให้ความชุ่มชื่นก็ถูกทำลายจนเหลือน้อย โลกจึงร้อนขึ้น อาหารและเครื่องดื่มปนเปื้อนสารพิษสารเคมีมากขึ้น ตั้งแต่กระบวนการเริ่มต้นผลิตทางการเกษตร ที่ใช้สารเคมีกันอย่างมากมายจนถึงการปรุงเป็นอาหาร ผู้คนอยู่กับเครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยหลัก ที่ทำให้คนเจ็บป่วยด้วยภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน

สถานการณ์ดังกล่าวตรงกันข้ามกับเมื่อ 30-50 ปีที่ผ่านมา ผู้คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีความเครียด วิถีชีวิตเรียบง่าย สงบ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ไม่ต้องแก่งแย่งแข่งขันไม่ต้องเร่งร้อนรีบเหมือนคนยุคนี้ สิ่งแวดล้อมมีมลพิษน้อย ป่าไม้มีมาก แม่น้ำลำธารใสสะอาด อาหารการกินไม่มีสารเคมีเจือปน ตั้งแต่กระบวนการผลิตทางการเกษตร จนถึงกระบวนการปรุงอาหารก็ไร้สารพิษ ปรุงแต่น้อย รสไม่จัดจ้าน เครื่องไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ไม่ค่อยมี ผู้คนส่วนใหญ่ในยุคนั้น จึงมักมีภาวะไม่สมดุลแบบเย็นเกิน

อาการหรือโรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุบแบบร้อนเกิน ซึ่งสามารถใช้ใบย่านางปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาได้ มีดังต่อไปนี้

ตาแดง ตาแห้ง แสบตา ปวดตา ตามัว ขี้ตาข้น เหนียว หรือไม่ค่อยมีขี้ตา มีสิว ฝ้า มีตุ่มแผล ออกร้อนในช่องปาก เหงือกอักเสบ นอนกรน ปากคอแห้ง ริมฝีปากแห้งแตกเป็นขุย
ผมหงอกก่อนวัย รูขุมขนขยายโดยเฉพาะบริเวณหน้าอก คอ ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ไข้ขึ้น ปวดหัว ตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัว มีเส้นเลือดขอดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เส้นเลือดฝอยแตก ใต้ผิวหนัง มีรอยจ้ำเขียวคล้ำ ปวดบวมแดงร้อนตามร่างกายหรือตามข้อ
กล้ามเนื้อเกร็งค้าง กดเจ็บ เป็นตะคริวบ่อย ๆ ผิวหนังผิดปกติคล้ายรอยไหม้ เกิดฝึหนอง น้ำเหลืองเสียตามร่างกาย ตกกระสีน้ำตาลหรือสีดำตามร่างกาย ท้องผูก อุจจาระแข็ง หรือเป็นก้อนเล็ก ๆ คล้ายขี้แพะ บางครั้งมีท้องเสียแทรก ปัสสาวะมีปริมาณน้อย สีเข้ม ปัสสาวะบ่อย แสบขัด ถ้าเป็นมาก ๆ จะเป็นสีน้ำล้างเนื้อ หรือมีเลือดปนออกมากับปัสสาวะด้วย มักลุกปัสสาวะช่วงเที่ยงคืนถึงตี 2 (คนร่างกายปกติ สมดุล จะไม่ตื่น ปัสสาวะกลาดึก)ออกร้อนท้อง แสบท้อง ปวดท้อง บางครั้งมีอาการ ท้องอืดร่วมด้วย มีผื่นที่ผิวหนัง ปื้นแดงคัน หรือมีตุ่มใสคัน เป็นเริม งูสวัด หายใจร้อน เสมหะเหนียวข้น ขาวขุ่น สีเหลืองหรือสีเขียว บางทีเสมหะพันคอ โดยสารรถยนต์มักอ่อนเพลีย และหลับขณะเดินทาง เลือดกำเดาออก มักง่วงนอนหลังกินข้าวอิ่มใหม่ ๆ เป็นมากจะยกแขนขึ้นไม่สุด ไหล่ติด เล็บมือ เล็บเท้า ขวางสั้น ผุ ฉีกง่าย มีสีน้ำตาลหรือดำคล้ำ อักเสบบวดแดงที่โคนแล็บ หน้ามืด เป็นลม วิงเวียน บ้านหมุน คลื่นไส้ อาเจียน มักแสดงอาการเมื่อยอยู่ในที่อับ หรืออากาศร้อน หรือเปลี่ยนอิริยาบถเร็วเกิน หรือทำงานเกินกำลัง เจ็บเหมือนมีเข็มแทงหรือไฟฟ้าช๊อต หรือร้อนเหมือนไฟเผาตามร่างกาย อ่อนล้า อ่อนเพลีย แม้นอนพักก็ไม่หาย รู้สึกร้อนแต่เหงื่อไม่ออก เจ็บปลายลิ้น แสดงว่าหัวใจร้อนมาก ถ้าเป็นมาก ๆ จะเจ็บแปลบที่หน้าอก และอาจร้าวไปที่แขน เจ็บคอ เสียงแหบ คอแห้ง หิวมาก หิวบ่อย หูอื้อ ตาลาย ลมออกหู หูตึง ส้นเท้าแตก ส้นเท้าอักเสบ เจ็บส้นเท้า รองช้ำ ออกร้อน บางครั้งเหมือนไฟช็อต เกร็ง ชัก

โรคที่เกิดจากภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน ได้แก่ โรคหัวใจ เป็นหวัดร้อน ไซนัสอักเสบ หลอดลมอักเสบ กล่องเสียงอักเสบ ตับอักเสบ กระเพาะอาหารลำไส้อักเสบ ไทรอยด์เป็นพิษ ริดสีดวงทวาร มดลูกโต ตกขาว ตกเลือด ปวดมดลูก หอบหืด ไตอักเสบ ไตวาย นิ่วไต นิ่วกระเพาะปัสสาวะ นิ่วถุงน้ำดี กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไส้เลื่อน ต่อมลูกหมากโต โรคเกาต์ ความดันโลหิตสูง เนื้องอก มะเร็ง พิษของแมลงสัตว์กัดต่อย

วิธีใช้

ใช้ใบย่านางในการเพิ่มคลอโรฟิล คุ้มครองเซลล์ ฟื้นฟูเซลล์ ปรับสมดุล บำบัดหรือบรรเทาอาการที่เกิดจากภาวะไม่สมดุล แบบร้อนเกิน ดังนี้

เด็ก ใช้ใบย่านาง 1-5 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว (200-300 ซี.ซี.)
ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอม บาง เล็ก ทำงานไม่ทน ใช้ 5-7 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
ผู้ใหญ่ที่รูปร่างผอม บาง เล็ก ทำงานทน ใช้ 7-10 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว
ผู้ใหญ่ที่รูปร่างสมส่วนถึงตัวโต ใช้ 10-20 ใบ ต่อน้ำ 1-3 แก้ว

โดยใช้ใบย่านางสดโขลกให้ละเอียดแล้วเติมน้ำ หรือ ขยี้ใบย่านางกับน้ำ หรือปั่นในเครื่องปั่น (แต่การปั่นในเครื่องไฟฟ้าจะทำให้ประสิทธิภาพลดลงบ้าง เนื่องจากความร้อนจะไปทำลายความเย็นของย่านาง) แล้วกรองผ่าน กระชอนเอาแต่น้ำ ดื่มครั้งละ 1/2-1 แก้ว วันละ 2-3 เวลา ก่อนอาหาร ตอนท้องว่าง หรือผสมเจือจางดื่มแทนน้ำเปล่า ในอุณหภูมิห้องปกติ ควารดื่มภายใน 4 ชั่วโมง หลังจากทำน้ำย่านาง เพราะถ้าเกิน 4 ชั่วโมง มักจะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ไม่เหมาะที่จะดื่ม จะทำให้เกิดภาวะร้อนเกิน แต่ถ้าแช่ในน้ำแข็งหรือตู้เย็น ควรใช้ภายใน 3-7 วัน โดยให้สังเกตุกลิ่นที่กลิ่นเหม็นเปรี้ยวเป็นหลักฯลฯ

หมายเหตุ สำหรับท่านที่ไม่ค่อยได้รับประทานผักสด ร่างกายก็จะขาดวิตามิน และคลอโรฟิล ในใบย่านางมีวิตามิน คลอโรฟิลคุณภาพดี มีพลังสด พลังชีวิตประสิทธิภาพสูง ในการปกป้อง คุ้มครองและฟื้นฟูเซลล์ของร่างกายได้อย่างดีเยี่ยม หลายครั้งที่การดื่มสมุนไพรเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาสุขภาพ ก็ควรจะทำอย่างอื่นเสริมในการปรับสมดุลร้อนหรือเย็นของร่างกายด้วย จะทำให้ประสิทธิภาพในการดูแลแก้ไขปัญหาสุขภาพดียิ่งขึ้น เช่น การปรับสมดุลด้านอิทธิบาท อารมณ์ อาหาร ออกกำลังกาย อากาศ เอนกาย และเอาพิษออก ซึ่งรายละเอียดของการปรับสมดุลร้อน-เย็น สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในหนังสือถอดรหัสสุขภาพ ร้อน-เย็น ไม่สมดุล โดยใจเพชร มีทรัพย์ (หมอเขียว)

เม็ดแมงรัก ลดความอ้วน





"แมงลัก" ไม่ใช่ "แมงรัก" เป็นผักสวนครัว ที่มีหน้าตาคล้ายกับกะเพราและโหระพา และนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารได้หลากหลาย เช่น เอาใบมาใส่ในแกงเลียง หรือกินสด ๆ คู่กับขนมจีนน้ำยายิ่งแซบหลาย เป็นเครื่องปรุงในแกงหน่อไม้ที่ชาวภาคอิสานรู้จักกันดีในชื่อ “ผักอีตู่” ภาคเหนือเรียก “ก้อมก้อขาว”
น้ำเม็ดแมงลัก ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ลดความอ้วน ลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจ ระบายท้อง โดยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่า
เม็ดแมงลักประกอบด้วยสารคาร์โบไฮเดรตหลายชนิดซึ่งเป็นโมเลกุลใหญ่และสารประกอบอื่นๆ เช่น Camphene, ucillage, myrcene oil, D-Glucose เป็นต้น บริเวณเปลือกนอกของผลสารเมือก ซึ่งสามารถพองตัวได้ 45 เท่า
 คุณค่าทางโภชนาการแมงลัก ๑๐๐ กรัม
จะมีสารอาหารดังนี้ แคลเซียม ๓๕๐ มิลลิกรัม
ฟอสฟอรัส ๘๖ มิลลิกรัม
เหล็ก ๔.๙ มิลลิกรัม วิตามินเอ ๑๐,๖๖๖ มิลลิกรัมร
ไทอามีน ๐.๓๐ มิลลิกรัม ไรโบฟลาวิน ๐.๑๔ มิลลิกรัม ไนอาซิน ๑.๐ มิลลิกรัม วิตามินซี ๗๘ มิลลิกรัม
เส้นใยอาหาร ๒.๖ กรัม คาร์โบไฮเดรต ๑๑.๑ กรัม
ไขมัน ๐.๘ กรัม โปรตีน ๒.๙ กรัม พลังงาน ๓๒ แคลอรี
ในตำราแพทย์แผนไทยบันทึกไว้ว่า การกินใบแมงลักเป็นประจำช่วยบำรุงสายตา บำรุงเลือด แก้โลหิตจาง เสริมสร้างกระดูก
เป็นยาระบายได้มีการวิจัยพบว่า เม็ดแมงลักมีสรรถคุณเป็นยาระบาย เพิ่มกากอาหารได้ และเมือกยังสามารถช่วยหล่อลื่นให้อุจจาระอ่อนตัว สามารถขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้น
 จึงได้มีการนำเม็ดแมงลักมารับประทานก่อนอาหาร
หรือรับประทานแทนอาหารเพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารว่าง
จึงสามารถใช้ลดความอ้วนได้ เพราะเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน มีการวิจัยพบว่าเม็ดแมงลักมีสรรพคุณเป็น ยาระบาย เพิ่มกากอาหารได้ และเมือกยังสามารถช่วยหล่อลื่นให้อุจจาระอ่อนตัว สามารถขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้นแถมยังช่วยลดไขมันในเส้นเลือด และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้อีกด้วย
 สำหรับวิธีเตรียมยา
ถ้ามีอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ให้นำใบสดมาล้างให้สะอาดแล้วรับประทานได้เลย
ส่วนโรคกลาก ให้นำใบสด ประมาณ ๑๐ ใบมาล้างให้สะอาด ตำผสมน้ำเล็กน้อย นำไปทาบริเวณที่เป็นวันละ ๑ ครั้ง ประมาณ ๑-๒ สัปดาห์ก็จะดีขึ้น ให้ทาจนกว่าจะหาย

วิธีรับประทานเม็ดแมงลักลดความอ้วน ใช้เม็ดแมงลัก ๑-๒ ช้อนชาแช่น้ำ ๑ แก้วใหญ่ ทิ้งไว้จนกว่าจะพองเต็มที่ ถ้าใช้เป็นยาระบายให้ทานก่อนนอน ถ้าเป็นยาลดความอ้วนให้ทานก่อนอาหารหรือ ทดแทนอาหารเป็นบางมื้อ เพราะอาจเป็นโรคขาดสารอาหารได้
ข้อเสียการรับประทานเม็ดแมงลักในปริมาณมากๆ อาจทำให้เกิดอาการแน่นท้อง หรือถ้ารับประทานในขณะที่เม็ดแมงลักยังไม่พองเต็มที่ ก็จะมีการดูดน้ำจาก กระเพาะอาหารได้ ทำให้เม็ดแมงลักจับตัวเป็นก้อนแข็งและอุดตันลำไส้ ทำให้ท้องผูกได้มากขึ้น
 เพื่อระบบขับถ่ายที่ดีอย่าลืมรับประทานแมงลักเป็นประจำ เพราะแมงลักนอกจากจะช่วยในระบบขับถ่ายแล้วยังสามารถใช้ลดน้ำหนักได้ดีอีกด้วย
 ..............................
 ส่วนผสม: เม็ดแมงลัก 1 ช้อนชา / น้ำสะอาด 14 ช้อนคาว / น้ำตาล 1 ช้อนคาว
 วิธีทำ: เลือกเศษผงจากเม็ดแมงลัก ใส่ภาชนะทนความร้อน เติมน้ำร้อนหรือน้ำเย็นก็ได้ คนให้เข้ากันรอจนพองตัว เห็นเป็นเม็ดขาวจุดตำ เติมน้ำตาลตามชอบ
 ขอให้มีความสุขกับการดูและสุขภาพกายใจและไร้ไขมันหุ่นดีกันทุกท่านนะครับ : จารย์ตรัย

กินเมล็ดบัวป้องกันมะเร็งตับ



แหล่งที่มา : ชีวจิต
แหล่งโปรตีนเช่นเดียวกับการกินถั่วเหลือง ที่ธัญพืชพื้นบ้านชนิดนี้สร้างความฮือฮาให้ชาวโลกคือ มีการวิจัยพบว่า เม็ดบัวมีสารแอนติออกซิแดนต์ในปริมาณสูง ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น ชะลอการเสื่อมของอวัยวะและผิวพรรณ ป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ
 เม็ดบัวมีประโยชน์ทางยาสูงมาก แพทย์แผนไทย แนะนำว่า ช่วยบำรุงกำลัง แก้โรคข้อต่างๆ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ส่วนแพทย์แผนจีนบอกว่า ช่วยบำรุงไต ม้าม หัวใจ และตับซึ่งตรงกับงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่า
 “สารแอนติออกซิแดนต์จะช่วยปกป้องและบำรุงตับ โดยเฉพาะตับที่ต้องขับสารแอฟลาท็อกซิน(Aflatoxin) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งตับออกจากร่างกาย การกินเม็ดบัวจึงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้”
 เม็ดบัวไทย-จีน ความเหมือนที่แตกต่าง
 การเลือกกิน เม็ดบัวส่วนใหญ่ที่เราเห็นทั่วไป จะเป็นสินค้าที่นำเข้าจากประเทศจีนซึ่งจะมีเมล็ดขนาดใหญ่ ผ่านการกะเทาะเปลือก ดึงดีบัว(ต้นอ่อนที่ฝังอยู่กลางเมล็ดมีสีเขียวเข้ม)ออก และอบแห้งแล้ว
 ส่วนเม็ดบัวไทยนั้นไม่ค่อยพบวางจำหน่ายในท้องตลาด เนื่องจากมีเมล็ดเล็ก จึงไม่เป็นที่นิยม แต่จากผลการวิจัยของ อาจารย์ปริญดา ที่ศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์ในเม็ดบัวไทยและจีนพบว่า เม็ดบัวไทยมีปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์สูงกว่าเม็ดบัวจีน 5-6 เท่า
 อาจารย์ปริญดาจึงแนะนำว่า ถ้าต้องการให้ร่างกายได้รับสารแอนติออกซิแดนต์ปริมาณสูงควรเลือกกินเม็ดบัวไทยดีกว่า โดยเฉพาะเม็ดบัวไทยสด
 วิธีกินคือ ลอกเปลือกออกจากเมล็ด โดยไม่ดึงเยื่อหุ้มเมล็ดและดีบัวออก กินสดๆทั้งเมล็ด จะทำให้ร่างกายได้รับวิตามิน แร่ธาตุ และสารต้านมะเร็งซึ่งอยู่บริเวณเยื่อหุ้มเมล็ด และดีบัวในปริมาณสูง
 ส่วนชนิดอบแห้งนั้น เรานำมาทำอาหารคาวหวานได้หลากหลาย ที่คุ้นเคยกันดี คือ น้ำอาร์ซี เม็ดบัวต้มน้ำตาลทรายแดง ผสมในเต้าฮวย หรือเต้าทึง ข้าวอบใบบัว เป็นต้น
 ส่วนเคล็ดลับการเลือกซื้อให้ได้ของสดใหม่ คุณภาพดีมีดังนี้ค่ะ
 ชนิดอบแห้ง
 1. ควรเลือกเมล็ดที่มีสีเหลืองนวล ถ้ามีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าเป็นเม็ดบัวเก่าที่เก็บไว้นานแล้ว เมล็ดไม่แตกหัก และไม่มีฝุ่นละอองปนเปื้อน
 2. ขั้วเมล็ดไม่ดำคล้ำ เพราะจะเป็นเมล็ดที่เก็บไว้นานแล้ว
 3. ไม่มีกลิ่นสาบหรือเหม็นหื่น
 ชนิดฝักสด
 เลือกฝักที่มีเมล็ดขนาดใหญ่ สีเขียวอ่อน จะได้เม็ดบัวที่มีเนื้อกรอบ หวานกำลังดี